เวียงกุมกาม : เมืองประวัติศาสตร์ใต้แผ่นดิน
สมโชติ อ๋องสกุล บทความ
กฤษนรา ภิมุข ถ่ายภาพ
ดูรูป Flash อืนๆ >>>
น้ำท่วมใหญ่ในสมัยเรา
น้ำท่วมใหญ่ในภูมิภาคของไทยเกิดขึ้นตลอดช่วงประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ในยุคของเรามีน้ำท่วมใหญ่ผู้คนล้มตายจำนวน
มากอย่างน้อย 4 ครั้งดังนี้ (1.) 22 พฤศจิกายน 2531 สมัยพลเอกชาติชาย เป็นนายกฯ เหตุเกิดที่ ต.กระทูน อ.พิปูน
จ.นครศรีธรรมราช คนตามไม่น้อยกว่า 700 ราย (2.) สิงหาคม 2542 สมัยนายยกชวน เป็นนายก ฯ เหตุเกิดที่เขาคิชฌกูฏ
จ.จันทบุรี และ จ.ตราด (3.) 4 พฤษภาคม 2544 สมัย พตท.ทักษิณ เป็นนายก ฯ เหตุเกิดที่ ต.สรอย /ต.แม่พุง /ต.แม่กระต๋อม /
ต.แม่ลา อ.วังชิ้น จ.แพร่ คนตายไม่น้อยกว่า 32 ราย (4.) 11 สิงหาคม 2544 สมัยนายยกชวน เป็นนายก ฯ เหตุเกิดที่ ต.น้ำก้อ
ต.น้ำชุน ต.หนองไขว่ อ.หล่มสัก จ.เพรชบูรณ์ คนตายไม่น้อยกว่า 73 ราย และในปัจจุบันน้ำเริ่มเข้าท่วมบ้านเรือนในจังหวัดต่างๆ
หลายจังหวัดในขณะนี้
ในอดีตราวสามร้อยปีที่ผ่านมา เหตุเกิดที่เชียงใหม่ กรณีเวียงกุมกามและประมาณพันกว่าปีที่ผ่านมาเหตุเกิดที่เชียงแสน
จ. เชียงราย กรณีเวียงหนองล่มและก่อนหน้านั้นเหตุเกิดที่ริมแม่น้ำโขงกรณีเมืองสุวรรณโคมคำ เมืองต่างๆ ดังกล่าวเป็นเมืองใน
ตำนานที่มีจริงและล่มสลายด้วยพลังสายน้ำ
2527 ร่องรอยโบราณคดีเวียงกุมกามเริ่มปรากฏ
ร่องรอยเวียงกุมกามเมืองในตำนานปรากฏให้เห็นครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2527
โดยชาวบ้านขุดพบพระพิมพ์ดินเผาแบบต่างๆ จำนวนมากในวัดช้างค้ำ
บริเวณสนามหญ้าหนาโรงเรียนวัดช้างค้ำ หน่วยศิลปากรที่ 4 เชียงใหม่ ต้องเข้า
ระงับแล้วดำเนินการขุดแต่งทางโบราณคดีพบว่า บริเวณสนามหญ้าหน้าโรงเรียน
เป็นวิหารใหญ่ (2528) จากนั้นได้ขุดแต่งแหล่งอื่นๆ ที่ใกล้เคียงเช่นโบราณ
สถานวัดอีก้าง วัดปู่เปี้ย วัดน้อย (2529) วัดหัวหนอง วัดกู่ไม้ซ้ง วัดพระเจ้าองค์ดำ วัดพระธาตุขาว (2532)(ดูรายงานการขุดแต่งศึกษาและบูรณะโบราณสถานเวียงกุมกาม หน่วยศิลปากรที่ 4 เชียงใหม่
พ.ศ.2531-2532) และมีการสำรวจเรื่อยมาล่าสุด (2545)พบว่ามีร่องรอยวัดร้างในเขตกำแพงเวียงกุมกาม
25 แห่ง และนอกกำแพง 5 แห่ง (ไทยรัฐ 16 สค. 2545 )
2529 ร่องรอยประวัติศาสตร์เวียงกุมกาม
การขุดแต่งทางโบราณคดีพบหลักฐานทางประวัติศาสตร์ทั้งที่ เป็นลายลักษณ์อักษรและไม่เป็นลายลักษณ์อักษรจำนวนมาก ซึ่งเป็นการขุดพบข้อมูลเพิ่มเติมจากที่ถิ่น รัติกนก(2451-2538)เคยพบเศษจารึกวัดกานโถมเมื่อ พ.ศ. 2509-2511
2529 สรัสวดี อ๋องสกุล ได้เริ่มทำวิจัยเรื่องเวียงกุมกาม ทำให้ทราบว่าบริเวณนี้เคยเป็นชุมชนมาตั้งแต่สมัยหริภุญไชย ประมาณพุทธศตวรรษที่ 17 รุ่นเดียวกันกับชุมชนโบราณริมน้ำปิงแห่งอื่นเช่น เวียงมโน เวียงท่ากาน เวียงเถาะ โดยมีเศษจารึกภาษามอญโบราณเป็นหลักฐานครั้นพญามังรายเข้ายึดครองเมืองลำพูนได้แล้ว ก็มาตั้งเวียงกุมกามเป็นศูนย์กลางการปกครองก่อนคิดสร้างเมืองเชียงใหม่ในเวลาต่อมา
จาการสำรวจร่องน้ำปิงห่างและปิงเก่าประกอบกับข้อมูลทางธรณีวิทยา ทำให้ทราบสาเหตุที่ทำให้เวียงกุมกามอยู่ใต้แผ่นดินคือการเปลี่ยนแปลงเส้นทางของสายน้ำปิงห่างโดยการทับถมของตะกอนทราบปรากกให้เห็นเด่นชัด(ดู สรัสวดี อ๋องสกุล เวียงกุมกาม:การศึกษาชุมชนโบราณในล้านนา เชียงใหม่ 2537) ศักราชสร้างเวียงกุมกาม
ปีสร้างเวียงเชียงใหม่ชัดเจนเพราะมีจารึกวัดเชียงมั่น ระบุตรงกับ พ.ศ.1839 เวียงกุมกามสร้างก่อนเชียงใหม่ต้องมีอายุมากกว่า 700 ปี และไม่มีหลักฐานร่วมสมัยยืนยัน เอกสารที่เขียนสมัยราชวงค์มังรายเช่นชินกาลมาลีปกรณ์ ตำนานมูลศาสนา ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ ล้วนเขียนหลังสมัยหลายปีจึงระบุปีที่สร้างเวียงกุมกามต่างกัน แต่กุญแจสำคัญคือเวียงกุมกามสร้างหลังพญามังรายยึดเมืองหริภุญไชยได้แล้วปีที่พญามังรายตีได้เมืองหริภุญไชยมาจาก 2 แหล่ง ทำให้เกิดแหล่งความรู้ 2 ชุดคือ 1.จากตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ คือ จุลศักราช 643(ตรงกับ พ.ศ. 1824) หลักฐานนี้ระบุว่าจากนั้นพญามังรายสร้างเมืองแม่แช่ว อยู่ 3 ปี แล้วมาสร้างเวียงกุมกาม เมื่อจุลศักราช 648(ตรงกับ พ.ศ. 1835)(ดู ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ ฉบับเชียงใหม่ 700 ปี ) 2.จากชิลกาลมาลีปกรณ์ซึ่งเขียนโดยพระรัตนปัญญาเถระ เมื่อ พ.ศ.2067 ระบุว่าพญามังรายตีได้เมืองลำพูนเมื่อจุลศักราช 654(ตรงกับ พ.ศ. 1835)โดยมีแผนยุธศาสตร์ทำสัญญาสามกษัตริย์ เมื่อ จุลศักราช 649(ตรงกับ พ.ศ.1830) หลักฐานนี้ระบุว่าเมื่อยึดลำพูนได้แล้วก็มาสราง"นครกุมกาม"ต่อมาจึงมาสร้างเมืองเชียงใหม่ (ดู ชิลกาลมาลีปกรณ์ : รตท.แสง มนวิทูร 2517) โดยไม่ได้กล่าวถึงการสร้างเมืองแช่ว
หลังจากยึดเมืองลำพูนได้แล้วพญามังรายอยู่ลำพูนได้ 2 ปี จึงสร้างเวียงแห่งใหม่ พญามังรายคงสร้าง
เวียงกุมกามขึ้นเมื่อ พ.ศ.1837 ตำนานกล่าวว่าพญามังรายได้แผ่อำนาจไปทางพม่าได้กำลังคนเป็นช่างฝีมือกลับมาจำนวนมาก ร่องรอยฝีมือช่างพม่าจึงปรากฏชัดเจนที่เวียงกุมกามเช่นหัวบันใดขึ้นวิหาร (จุลทรรศน์ พยาฆรานนท์ 5 กย. 2545)
การดำรงอยู่และหายไปของเวียงกุมกามยุคแรก
เมื่อพญามังรายสร้างเมืองเชียงใหม่ใน พ.ศ.1839 แล้ว เวียงกุมกามยังได้รับการบำรุงสืบมา ร่องรอยปูนปั้นเจดีย์วัดปู่เปี้ย
ซึ่งเหมือนกับวัดเจ็ดยอดเป็นหลักฐานที่ทำให้ทราบว่ามีการทนุบำรุงถึงสมัยพญาเมืองแก้วเป็นอย่างน้อยทั้งนี้มีหลักฐานเอกสาร
ระบุว่าพญาเมืองแก้วเสด็จไปเวียงกุมกามเมื่อ พ.ศ. 2062 (สรัสวดี อ๋องสกุลเวียงกุมกาม )
ปลายสมัยพญาเมืองแก้วใน พ.ศ. 2067 เกิดอุทกภัยใหญ่ในเมืองเชียงใหม่คนตายมาก(ตำนานเพื้นเมืองเชียงใหม่)แม้น
ไม่ได้กล่าวถึงเวียงกุมกามซึ่งนำปิงท่วมเป็นประจำดังหลักฐานกล่าวว่า "ยามกลาววรรษาน้ำท่วมฉิบหายมากนัก"
(พศาวดารภาคที่ 61)ก็กล่าวได้ว่าครั้งนั้นเกิดน้ำท่วมใหญ่ที่เวียงกุมกามด้วย
ปลายสมัยราชวงศ์มังรายคือสมัยท้าวแม่กุ (พ.ศ.2094-2101) แม่นำปิงนังใหลอยู่ตามแนวปิงห่างแสดงว่านำปิงยังไม่
เปลี่ยนสายทางเดิน แต่สมัยกองทัพธนบุรีที่ขึ้นมาขับไล่พม่าออกจากเมืองเชียงใหม่เมื่อ พ.ศ.2317มาพักทัพที่ท่าวังตาลริมน้ำปิง
เส้นทางปัจจุบันแล้ว แสดงว่าแม่น้ำปิงเปลี่ยนทางเดินครั้งใหญ่ในช่วงพม่าปกครองเมืองเชียงใหม่ (พ.ศ. 2101-2317)โดยไม่พบ
เอกสารระบุปี หลังจากการขุดแต่งทางโบราณคดีตั้งแต่ 2527 พบแต่ตะกอนดิน ทรายและกรวดทับถมโบราณสถานหนาประมาณ
1.50-2.30 เมตร (สรัสวดี อ๋องสกุล เวียงกุมกาม )
เวียงกุมกาม:เมืองประวัติศาสตร์ใต้ดิน
หลังจากกรมศิลปากรขุดแต่งโบราณคดีช่วงแรกตั้งแต่ พ.ศ. 2527-2532 ร่องรอยวัดที่อยู่ใต้ดินก็เริ่มปรากฎให้เห็นทั้งวัดพบรากฐานค่อนข้างสมบุรณ์ ครั้น พ.ศ.2544 รัฐบาล พตท.ทักษิณ ชินวัตร จัดสรรงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจ 58,000 ล้านบาทให้โครงการอนุรักษ์และพัฒนาเมืองประวัติศาสตร์เวียงกุมกามจำนาน 39.4 ล้านบาท
งบประมาณดังกล่าวส่วนหนึ่งใช้ในการขุดแต่งทางโบราณคดีเพิ่มเติมอีก 3-4 แหล่งพบวัดแห่งใหม่เพิ่มมขึ้นมีรากฐานที่
สมบูรณ์เช่น 1. พบซุ้มประตูโขงบริเวณริมแม่น้ำปิงห่าง ทางเดินปูด้วยอิฐเข้าวัด ยิ่งขุดยิ่ง
พบร่องรอยถาวรวัตถุในวัดมากขึ้น 2.พบวิหารขนาดใหญ่ 2 วิหารคู่กันโดยเปิดหน้าดินไว้
เพียงวิหารเดียวส่วนอีวิหารหนึ่งยังคงอยู่ใต้ดิน 3. พบวิหารอยู่ริมถนนเข้าชุมชนเวียงกุมกาม
ทำให้เห็นว่าถ้าหากทำการสำรวจเพิ่มขึ้นทั้งหมดของเวียงกุมกามและมีการขุดแต่ง
ทางโบราณคดีทุกแหล่งรวมกันรวมทั้งร่องรอยของปิงห่างเมืองประวัติศาสตร์
ใต้ดินก็จะปรากฏชัดมากขึ้นอีกและอย่างข่อนข้างสมบูรณ์

ทิศทางอนุรักษ์เพื่อการเป็นมรดกโลก (The Word Heritage)
ปี 2534 UNESCO ขึ้นบัญชีให้ไทยเป็นมรดกโลก 3 แห่ง 1.อุทยานประวิศาสตร์สุโขทัย-ศรีสัชนาลัย-กำแพงเพชร 2.นคร
ประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา 3.เขตรักษาพันธ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง-ท่งใหญ่นเรศวร ต่อมาปี 2535 มีมติให้แหล่งโบราณคดีบ้าน
เชียง อ.หนองหาร จ.อุดรเป็นมรดกโลกแห่งที่ 4 ของไทย

เงื่อนไขหนึ่งการเป็นมรดกโลกของ UNESCO คือต้องเป็นแหล่งวัฒนธรรมที่เป็นของแท้ดังเดิม และมีรูปแบบ
พิเศษทางสถาปัตยกรรมหรือมีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ มีความสัมพันธ์กับแนวคิดหรือความเชื่อที่มีความสำคัญเป็นสากลหรือ
อาจเป็นตัวอย่างที่เด่นของวิถีชีวิตตามโบราณประเพณีดังนั้นกรณีเวียงกุมกามหากทุกฝ่ายช่วยกันเช่น 1.สนับสนุนทุนในการเปิด
หน้าดินแหล่งโบราณคดีทั้งหมด 2.ดูแลรักษาโบราณสถานส่วนที่เปิดหน้าดินไปแล้วอย่างมีระบบเช่นมีผังเมืองเฉพาะเป็นต้น เวียงกุมกามซึ่งมีลักษณ์พิเศษในฐานะเมืองประวัติศาสตร์ที่อยู่ใต้ดินเพราะน้ำท่วมครั้งใหญ่ก็อาจจะได้รับการขึ้นบัญชีเป็นมรดกโลกแหล่งต่อไป