|
| 06 Oct 2006 02:46:44 pm |
webmaster พาเที่ยววัดพระแก้ว |
|
|
วัดพระศรีรัตนศาสดาราม เรียกกันเป็นสามัญว่า วัดพระแก้ว ตั้งอยู่ในเขตพระราชฐานชั้นนอก ทางทิศตะวันออกของพระบรมมหาราชวัง มีพระระเบียงล้อมรอบเป็นอาณาบริเวณ ทางด้านหน้ามีประตูสวัสดิโสภา ซึ่งเป็นประตูกำแพงพระบรมมหาราชวังเป็นทางเข้าพระอาราม สามารถติดต่อกับเขตพระราชฐานชั้นกลางได้ทางประตูดุสิตศาสดา
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช โปรดให้สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๓๒๕ พร้อมกับการสร้างพระบรมมหาราชวังและกรุงรัตนโกสินทร์ ตามประเพณีการสร้างพระอารามในพระราชฐานสมัยอยุธยา โดยมีพระราชประสงค์จะให้เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร และเป็นสถานที่บำเพ็ญพระราชกุศล ได้อัญเชิญพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากรจากกรุงธนบุรีมาประดิษฐาน เมื่อวันที่ ๒๗ มีนาคม พ.ศ. ๒๓๒๗
มาแล้ว ถ้าไม่ได้เดินดูจิตรกรรมฝาผนัง ก็ต้องถือว่ายังมาไม่ถึงวัดพระแก้ว
การที่เลือกเรื่องรามเกียรติ์มาวาดเป็นจิตรกรรมฝาผนังในวัดพระแก้ว ซึ่งเป็นวัดในพระบรมมหาราชวังนี่ก็มีที่มาที่ไปเหมือนกัน
เพราะจากความเชื่อของเราที่ว่าพระมหากษัตริย์นั้น ทรงเป็นพระนารายณ์อวตารลงมาปราบทุกข์เข็ญอย่างเดียวกับพระรามในเรื่องรามเกียรติ์ เพราะงั้นภาพเล่าเรื่องรามเกียรติ์ จะว่าไปแล้วก็ไม่ใช่เรื่องของใครอื่น แต่เป็นเรื่องราวพระราชประวัติของพระมหากษัตริย์นั่นเอง
จีน - ไทย ใช่อื่นไกล
ดวกบัวในวัด
ช่างกำลังซ่อมภาพจิตรกรรมฝาผนัง
ลิงและยักษ์แบกสุวรรณเจดีย์ แบกมา 200 กว่าปีแล้ว ถึงจะเหนื่อยแต่ยังสู้อยู่
เจดีย์นี้รัชกาลที่ 1 โปรดให้สร้างขึ้นเพื่ออุทิศแด่พระชนกชนนี ซึ่งเป็นตามธรรมเนียมการสร้างวัดที่จะสร้างเจดีย์คู่ไว้หน้าวัด เป็นการอุทิศแก่บิดามารดาของผู้สร้าง ที่ฐานเจดีย์เป็นรูปยักษ์กับกระบี่ (ลิง) แบกเจดีย์
ตัวไหนเป็นยักษ์ ตัวไหนเป็นลิง สังเกตได้อย่างหนึ่งง่าย ๆ คือ ลิงไม่ใส่รองเท้าจ้า
บัวต่างสี
กินนรีบริเวณลานด้านหน้าปราสาทพระเทพบิดร
สุวรรณเจดีย์
เหนื่อยนักก็พักก่อน
ไทย จีน ฝรั่ง เดินเยอะๆก็เหนื่อยเหมือนกันแหละครับ
ไกด์ชาวไทย กำลังบรรยายเป็นภาษาเยอรมันให้นักท่องเที่ยวฟัง
รูปฤาษีนี้คือหมอประจำพระองค์ของพระพุทธเจ้า หรือท่าน ชีวก โกมารทัจน์ ท่านเป็นที่นับถือของผู้ที่ศึกษาทางด้านการแพทย์แผนโบราณ รวมทั้งผู้คนที่เจ็บไข้ได้ป่วยก็มักจะมาขอพรจากท่านกัน
ยักษ์ทวารบาล ซึ่งทำหน้าที่ป้องกันสิ่งชั่วร้ายไม่ให้เข้ามาภายในบริเวณวัด ทั้งหมดมีอยู่ 6 คู่ด้วยกัน
วันที่ฟ้าไม่เปิด
ถ้าข้อมูลผมจำมาไม่ผิด ที่นี่น่าจะเป็นหมู่พระมหามณเฑียรนะครับ
บริเวณใกล้ๆกันครับ
พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 โดยเป็นอาคารแบบยุโรปสมัยสมเด็จพระบรมราชินีนาถวิกตอเรีย ส่วนหลังคาสร้างตามแบบไทยมียอดปราสาท 3 ยอด ว่ากันว่าเมื่อแรกสร้างนั้นมีขุนนางไทยเข้ามาเห็นถึงกับอุทานว่า ฝรั่งใส่ชฏา แต่ก็เป็นสถาปัตยกรรมที่ผสมผสานระหว่างศิลปะแบบยุโรปกับไทยได้อย่างสวยงาม
ต่างมุมมอง
มองต่างมุม
มองสูง
บัตรเข้าชมสำหรับชาวต่างชาติคนละ 200 บาท
ส่วนคนไทยไม่ต้องเสียค่าเข้าชม
วัดพระแก้วและพระบรมมหาราชวัง สามารถมาชมได้
ตั้งแต่ 8.00 16.00 น. สำหรับคนไทย
และ 8.30 15.30 น. สำหรับชาวต่างประเทศ
แบบจีนๆ
เคยสังเกตกันไหมหนอว่าคำว่า "โกสินทร์" แปลว่า พระ ส่วน "รัตนะ" ก็แปลว่า แก้ว เพราะงั้น ถ้าถอดเครื่องประดับรุงรังของคำว่า กรุงรัตนโกสินทร์ เราก็จะได้เจอตัวจริงที่ชื่อ เมืองพระแก้ว นั่นเอง
วัดพระศรีรัตนศาสดาราม หรือวัดพระแก้ว ตั้งอยู่ตรงมุมตะวันออกเฉียงเหนือ ของพระบรมมหาราชวัง เป็นที่ประดิษฐาน พระมหามณีรัตนปฏิมากร และใช้เป็นที่ประกอบ พระราชพิธีทางศาสนาที่สำคัญ วัดพระแก้วสร้างแล้วเสร็จในปี พ.ศ. 2327 วัดนี้เป็นวัดพุทธาวาส ภายในพระอุโบสถและระเบียงรอบวัด มีภาพเขียนฝาผนังสวยงามมาก
วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ได้รับการบูรณะปฏิสังขรณ์มาตั้งแต่ในสมัยรัชกาลที่ 1-9 ตลอดทุกรัชกาล สิ่งที่น่าสนใจภายในวัดได้แก่ หอพระเทพบิดร ( เปลี่ยนชื่อเป็นปราสาทพระเทพบิดร ในสมัยรัชกาลที่ 6 ) พระปรางค์ 8 องค์ พระศรีรัตนเจดีย์ ปราสาทนคร วัดจำลอง ฯลฯ
ภายในบรรยากาศของพระบรมมหาราชวังแห่งนี้ คุณจะรู้สึกราวกับว่าได้กลับไปอยู่ในอีกยุคสมัยหนึ่ง เพราะถึงแม้ว่าเวลาจะผ่านมากว่า 200 ปีแล้วก็ตาม หากแต่ยังได้รับการดูแลรักษาอย่างดี และยังคงใช้เป็นสถานที่ประกอบพระราชพิธีสำคัญหลายๆพิธีเช่นแต่ก่อนมา
สิ่งที่น่าตื่นตาตื่นใจอีกประการหนึ่งของที่นี่นั่นก็คือ ไม่ว่าจะมาเยี่ยมชมที่นี่สักกี่ครั้ง คุณจะรู้สึกว่าที่นี่ยังคงแปลกใหม่ มีหลายสิ่งหลายอย่างที่น่าสนใจและชวนศึกษาอยู่เสมอ
|
|
| |
หมวด : General
| Posted By : billy |
|
|
| 18 Jan 2006 07:09:27 pm |
webmaster พาชมดอกไม้สวยๆในโรงเรียนมงฟอร์ตฯ |
|
|
บรรยากาศภายในบริเวณมงฟอร์ตวิทยาลัย คงจะด้อยความร่มรื่นลงไปมาก หากขาดเหล่าบรรดาต้นไม้ ดอกไม้ต่างๆที่ชูยอด ดอกใบ โปรยเสน่ห์อยู่รายรอบโรงเรียน
ผู้ซึ่งเฝ้าดูแลพืชพรรณไม้เหล่านี้ คือท่านภราดาอังเดร โยเซฟ เกแก็ง รองอธิการ ที่อยากจะให้โรงเรียนมงฟอร์ตของเรามีสภาพแวดล้อมที่สวยงาม ใครเข้ามาเยี่ยมชมก็รู้สึกสบายตา ซึ่งพวกเราเลือดมงฟอร์ตทุกคนก็จะยิ้มด้วยความรู้สึกภูมิใจ
ช่วยๆกันรักษาความสะอาดกันดีกว่านะครับ แค่ทิ้งขยะในถังหรือที่ที่ควรทิ้ง ก็ทำให้มงฟอร์ตดูดีขึ้นทันตาเห็น
มงฟอร์ตก็คือบ้านของเรา สักวันหนึ่งข้างหน้าเมื่อมองย้อนกลับมา ภาพที่จะได้เห็นก็คือ ความสวยงามของโรงเรียนที่เรารักแห่งนี้แหละครับ
|
|
| |
หมวด : General
| Posted By : AYM |
|
|
| 18 Jan 2006 11:11:36 am |
webmaster พาไปชมถนนคนเดิน(Walking Street) เชียงใหม่ |
|
|
ถนนคนเดิน (Walking Street) เป็นหนึ่งในแนวคิดการพัฒนาเมืองและการกำหนดใช้พื้นที่เมืองให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตชุมชน
ซึ่งเป็นแนวทางการพัฒนาและการใช้ประโยชน์พื้นที่ในเมือง ในหลายประเทศก็ได้กลายเป็นที่รู้จักในฐานะแหล่งรวมงานศิลปะ วรรณศิลป์ จิตรกรรม ฯลฯ ตลอดจนเป็นสถานที่ท่องเที่ยว ซึ่งนักท่องเที่ยงต่างชาติจะต้องแวะมาเยี่ยมเยือน
ถนนคนเดินในประเทศไทย เริ่มต้นขึ้นครั้งแรก โดยรัฐบาล ภายใต้การนำของ พตท.ดร.ทักษิน ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ซึ่งได้เริ่มต้นใช้ถนนสีลม เป็นต้นแบบของ โครงการถนนคนเดินในประเทศไทย เป็นเวลา 7 สัปดาห์
จากการตอบรับถนนคนเดินที่สีลม ทำให้รัฐบาลเห็นว่ารูปแบบกิจกรรม ถนนคนเดิน นอกเหนือจากจะสอดคล้องกับแผนพัฒนาเมือง โดยเฉพาะเมืองใหญ่ในภูมิภาค ดังเช่น จังหวัดเชียงใหม่ ยังสามารถปรับปรุงรูปแบบกิจกรรมใน ถนนคนเดิน ให้สอดรับกับความต้องการท้องถิ่นได้อย่างเหมาะสมทั้งในด้านการส่งเสริมการท่องเที่ยว การกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน ตลอดจนการส่งเสริมคุณภาพชีวิตสำหรับคนในเมืองใหญ่นั้นๆ
จังหวัดเชียงใหม่ ในนาม เชียงใหม่ นพบุรีศรีนครพิงค์ นครแห่งความรุ่งเรืองด้านศิลปกรรม โบราณวัตถุ ตลอดจนวัฒนธรรมล้านนาที่เปี่ยมมนต์เสน่ห์ ซึ่งเป็นความรุ่งเรืองที่ก้าวไปพร้อมๆกับการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจ
โดยเชียงใหม่ได้กำหนดกรอบวิสัยทัศน์ และแนวทางการพัฒนาจังหวัด ซึ่งหนึ่งในแนวทางการดำเนินงานก็คือ การกำหนดให้มีการใช้ที่ดินในจังหวัดอย่างเหมาะสม เพื่อให้เชียงใหม่เป็นเมืองน่าอยู่ และมีคุณภาพชีวิตที่ดีไปพร้อมๆกับการเป็นเมืองท่องเที่ยวที่เปี่ยมศักยภาพและกิจกรรม
ถนนคนเดิน ก็คืออีกหนึ่งกิจกรรมที่จะมีการนำมาดำเนินการในจังหวัดเชียงใหม่ โดยกำหนดให้พื้นที่ดำเนินการคือ ถนนท่าแพ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งถือเป็นถนนสายเศรษฐกิจเส้นแรกของจังหวัด มีประวัติความเป็นมายาวนาน
นับเป็นการปลุกวัฒนธรรมของพื้นที่ให้มีชีวิตชีวาอีกครั้ง เป็นการ คืนชีวิตให้ชุมชน คืนถนนให้คนเดิน โดยปิดถนนตั้งแต่แยกอุปคุตถึงประตูท่าแพ ความยาวประมาณ 950 เมตร โดยนำขนบธรรมเนียมประเพณีที่ดีงามของล้านนามาเป็นหัวใจในการนำเสนอ ขณะเดียวกันก็สอดแทรกการรณรงค์ในเรื่องการประหยัดพลังงาน การลดมลพิษ และส่งเสริมการท่องเที่ยวไปในกิจกรรมพื้นฐานของ ถนนคนเดิน
โครงการนี้ นอกจากจะดำเนินเพื่อให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ดังกล่าวข้างต้นแล้ว ยังจะเป็นการก่อประโยชน์ให้ชุมชน ทั้งในแง่ของสังคม เศรษฐกิจ และวิถีชีวิต เพราะการปิดถนน จะทำให้สามารถนำพื้นที่มาสร้างเป็นลานกิจกรรมทางสังคม กลายเป็นที่สาธารณะกลางเมืองให้ชุมชน
และนอกจากนี้ ยังเป็นการสร้างรายได้ให้แก่ประชาชนในท้องถิ่น ให้มีรายได้จากการนำผลิตภัณฑ์ที่ผลิตเองได้ในครัวเรือนมาจำหน่าย ซึ่งถือเป็นการส่งเสริมภูมิปัญญาของชาวบ้านได้อีกทางหนึ่ง พร้อมทั้งให้โอกาสถนนและพื้นที่ได้ฟื้นตัวจากมลพิษ ปรับปรุงทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อมของเมือง และสุขภาพจิตของประชาชน
ระยะแรก กิจกรรมถูกกำหนดให้จัดทุกๆวันอาทิตย์ โดยเริ่มตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ 3 กุมภาพันธ์ วันอาทิตย์ที่ 7 เมษายน 2545 รวมทั้งสิ้น 10 ครั้ง โดยใช้ชื่อว่า 10 มหัศจรรย์ล้านนาที่ท่าแพ ดำเนินการโดยบริษัทเจ เอส แอล
หลังจากเสร็จสิ้นกิจกรรมนี้ จังหวัดเชียงใหม่ได้มอบหมายให้เทศบาลนครเชียงใหม่ เป็นผู้รับผิดชอบดำเนินการจัดกิจกรรมถนนคนเดินต่อเนื่องทุกสัปดาห์ โดยเริ่มตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ 14 เมษายน 2545 เวลา 13.00 22.00 น.
ต่อมา เทศบาลฯ จะทำการย้ายสายสาธารณูปโภคบนถนนท่าแพลงใต้ดิน จึงได้ย้ายการจัดกิจกรรมถนนคนเดินจากถนนท่าแพ ไปจัดที่ถนนราชดำเนิน ตั้งแต่วันที่ 31 สิงหาคม 2547 เป็นต้นมา ระยะทางประมาณ 1.50 กิโลเมตร และจัดกิจกรรมการแสดง บริเวณลานอนุสาวรีย์สามกษัตริย์ และได้เปลี่ยนเวลาเป็น 15.00 22.00 น. เพื่อความเหมาะสม
ถนนคนเดิน จึงจัดได้ว่าเป็นโครงการที่ดีมากของจังหวัดเชียงใหม่ที่ทุกฝ่ายสมควรจะสนับสนุนส่งเสริมให้คงอยู่ตลอดไป ทั้งนี้ เพื่ออำนวยประโยชน์มหาศาลแก่ทั้งคนท้องถิ่น ที่สามารถใช้เป็นแหล่งจัดจำหน่ายหัตถกรรมพื้นเมือง และนักท่องเที่ยว ก็มีโอกาสซื้อสินค้าจากผู้ผลิตท้องถิ่น เป็นสิ่งที่น่าประทับใจอีกประการหนึ่งของการท่องเที่ยวที่จะนำเชียงใหม่ให้มีชื่อเสียงขจรขจายไปทั่วทุกสารทิศ และมีเสน่ห์ในการมาเยี่ยมเยือนอยู่ตลอดไป
|
|
| |
หมวด : General
| Posted By : billy |
|
|
| 18 Jan 2006 10:54:00 am |
webmaster พาเยี่ยมชมวัดพระธาตุสุโทนมงคลคีรี จังหวัดแพร่ |
|
|
วัดพระธาตุสุโทนมงคลคีรี เป็นวัดที่สวยงามตามลักษณะของสถาปัตยกรรมล้านนาแบบผสมผสาน ที่หลวงพ่อมนตรีได้จำลองรูปแบบมาจากวัดสำคัญๆของภาคเหนือ และจากประเทศอื่นได้แก ่พม่า จีน และลาว โดยเลือกเอาจุดเด่นของแต่ละแห่งมารวบรวมไว้ที่วัดนี้ เป็นการผสมผสานที่ลงตัว ทำให้มีลักษณะต่างจากวัดทั่วไป นอกจากจะนำเอาสุดยอดงานด้านพุทธศิลป์ของล้านนาที่มีชื่อเสียงมารวมกันไว้ที่เดียวแล้ว ยังต้องระดมช่างที่มีฝีมือเป็นเลิศ ออกแบบและก่อสร้างให้กลมกลืนกันอีกด้วย
ออกจะเป็นเรื่องแปลกและน่าอัศจรรย์ หากใครได้มาเห็นวัดพระธาตุสุโทน ที่ อ.เด่นชัย จ.แพร่ แล้วมีคนบอกว่า ทั้งหมดที่เห็นนี้เป็นฝีมือของเจ้าอาวาสที่อายุเพียงแค่ 30 กว่าปี ชื่อหลวงพ่อมนตรี หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า ครูบาน้อย
บางคนอาจบอกว่าเป็นเรื่องเหลือเชื่อ ว่าเป็นไปได้ยังไงที่พระรูปหนึ่ง อดีตเป็นเด็กลูกชาวนาในพื้นที่ อ.เด่นชัย เคยเลี้ยงวัวเลี้ยงควาย และเรียนหนังสือแค่ชั้นประถมปีที่ 7 จากนั้นก็ต้องออกด้วยเหตุผลเพราะต้องการบวช
จนถึงปี 2521 (ขณะอายุ 18 ) ก็เริ่มก่อสร้างวัด จากนั้นอีก 17 ปี ก็แล้วเสร็จ และได้ทำพิธีฝังลูกนิมิตเมื่อปี 2540 โดยสมเด็จพระบรมฯเสด็จแทนพระองค์
หลวงพ่อมนตรีมีความรู้ความชำนาญในเชิงช่างมาจากไหน และทำไมถึงเก่งขนาดนี้.....
หลวงพ่อมนตรี เดิมชื่อเด็กชายมนตรี บุญมี เกิด พ.ศ. 2503 มีความสนใจพุทธศาสนา และสนใจงานปั้นมาแต่เด็ก ชอบปั้นพระมาตั้งแต่อายุ 5 ขวบ เมื่ออายุได้ 9 ปี เคยปั้นพระหน้าตักกว้าง 3 ศอก ไว้กลางทุ่งนาแถวบ้านป่าหวาย อ.เด่นชัย โดยใช้เวลาปั้นแค่วันเดียว
เมื่อบวชเรียนก็ศึกษางานปั้นจากช่างอาวุโสที่สอนหล่อพระหล่อระฆัง จากคุณตาหมื่น บุญยเวทย์ วัย 85 และคุณตาอยู่ คะณา วัย 80 ปี จากบ้านเตว็จ จังหวัดสุโขทัย จากนั้นก็ได้รับการถ่ายทอดการปั้นพระและสร้างวิหารจากครูบาคัมภีระปัญญา วัดเฟือยลุง จ.น่าน
การสร้างวัด
หลวงพ่อมนตรี ได้นำเอาจุดเด่นของวัดหลายแห่งมาประยุกต์ไว้ที่วัดนี้ จากการที่ได้ตระเวณตามวัดต่างๆทางภาคเหนือและดินแดนล้านนาในมณฑลยูนนาน ประเทศจีน เมืองเชียงตุง พม่า และจากประเทศลาว เพื่อศึกษารูปแบบของศิลปะล้านนาที่บรรพบุรุษได้สรรสร้างไว้ ทั้งงานปั้น งานแกะสลัก รวมทั้งจิตกรรมฝาผนัง พร้อมกันนี้ก็ได้เสาะหาช่างฝีมือเอกของล้านนามาร่วมงานสร้างวัดพระธาตุสุโทน บนที่ดิน 25 ไร่ ของดอยม่อนทอง ที่ได้รับการบริจาคจากชาวบ้าน ซึ่งเคยเป็นพื้นที่ปลูกฝ้ายมาก่อน
คำว่า ครูบา ตามประเพณีของล้านนาแล้วจะได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการตามจารีตประเพณี โดยจะมีพระเถระเป็นกรรมการ พิจารณาความเหมาะสมว่าสมควรได้รับสมณะครูบา นั่นก็คือจะต้องได้รับการยอมรับและผ่านความเห็นชอบจากคณะสงฆ์ว่าได้ทำคุณประโยชน์ให้กับสังคม และนอกจากจะต้องได้รับความเห็นชอบจากสงฆ์แล้ว ยังต้องได้รับการยอมรับ เห็นพ้องจากสังคมชาวบ้านด้วย
ปัจจุบันการแต่งตั้งครูบาในเมืองไทยไม่มีแล้ว แต่ที่เชียงตุงยังสืบสานประเพณีโบราณนี้อยู่ และในปันั้นมีพระจากภาคเหนือและประเทศทางแถบล้านนาได้รับเลื่อนสมณะศักดิ์เป็นครูบาจำนวน 5 รูป
สถานที่ตั้งวัด
ตั้งอยู่บนถนนหมายเลข 101 เด่นชัย-ลำปาง ห่างจากสี่แยกเด่นชัยประมาณ 5 กม. อยู่ห่างจากจังหวัดแพร่ประมาณ 30 กม. ตั้งอยู่ ณ บ้านห้วยน้ำพริก หมู่ที่5 ต.เด่นชัย อ.เด่นชัย จ.แพร่ สถานที่ใกล้เคียง ได้แก่ กองพันทหารม้าที่ 12
ภาพจากวัดพระธาตุช่อแฮ จังหวัดแพร่
พระธาตุช่อแฮประดิษฐานอยู่ ณ อำเภอเมือง จังหวัดแพร่ อยู่ห่างจากตัวเมืองออกไปประมาณ ๙ กิโลเมตร
องค์พระธาตุตั้งอยู่บนเนินเขาเตี้ย ๆ เช่นเดียวกับพระธาตุแช่แห้ง สำหรับชื่อที่เรียกนี้ บางท่านอธิบายว่า เดิมมาจากชื่อว่า ช่อแพร และเมืองแพร่ก็คือเมืองแพร่
ตามตำนานกล่าวว่า พระพุทธเจ้าได้ประทานพระเกศธาตุองค์หนึ่ง แก่พระอรหันต์ และพระเจ้าอโศกมหาราช ให้แก่ชาวลัวะ เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพาน พระอรหันต์ได้นำพระธาตุส่วนข้อศอกด้านซ้าย มาประดิษฐานไว้ในพระสถูป ที่ดอยโกสัยชัคคบรรพต หรือดอยช่อแพร หรือช่อแฮแห่งนี้
ตามประวัติกล่าวว่า สร้างขึ้นในรัชสมัยพระเจ้าลิไท แห่งกรุงสุโขทัย ซึ่งอยู่ในพุทธศตวรรษที่ ๑๙ หัวหน้าชนชาวละว้าได้สร้างองค์พระธาตุสูง ๓๓ เมตร ฐานเหลี่ยมย่อมุมไม้สิบสอง กว้างด้านละสิบเมตร องค์พระธาตุ บุด้วยทองดอกบวบ เป็นศิลปแบบเชียงแสน ภายในบรรจุพระเกศธาตุ
การได้ชื่อว่าช่อแฮได้มาจากการที่ชาวบ้าน ได้นำแพรชั้นดีจากสิบสองปันนา มาผูกบูชาพระธาตุ ซึ่งได้ชื่อว่า ช่อแพร และได้กลายมาเป็นช่อแฮในปัจจุบัน
งานนมัสการพระธาตุประจำปี จะมีในวันขึ้น ๑๑ ถึง ๑๕ ค่ำเดือนสี่
|
|
| |
หมวด : General
| Posted By : billy |
|
|
| 18 Jan 2006 10:23:19 am |
webmaster ชวนชมภาพเก็บตกกรีฑาสีมงฟอร์ตวิทยาลัย 2549 |
|
|
ภาพเก็บตกจากการแข่งขันกรีฑาสีโรงเรียนมงฟอร์ตวิทยาลัย แผนกมัธยม จังหวัดเชียงใหม่ ครั้งที่ 40 ประจำปีการศึกษา 2549 ระหว่างวันที่ 29-30 มิถุนายน 2549
|
|
| |
หมวด : General
| Posted By : billy |
|
|
| 17 Dec 2005 11:15:51 pm |
ประวัติวันคริสต์มาส |
|
|
คริสต์มาส คือ การฉลองการบังเกิดของพระเยซูที่เราเฉลิมฉลองกันในวันที่ 25 ธันวาคม
คำว่า "คริสต์มาส" เป็นคำทับศัพท์ภาษา อังกฤษ Christmas มาจากคำภาษาอังกฤษโบราณว่า Christes Maesse ที่แปลว่า "บูชามิสซาของพระคริสตเจ้า" คำว่า" Christes Maesse" พบครั้งแรกในเอกสารโบราณเป็นภาษาอังกฤษในปี 1038 และคำนี้ก็ได้แปรเปลี่ยนมาเป็นคำว่า Christmas
ในภาษาไทย "คริสต์มาส" ก็มีความหมายเช่นกัน คำว่า "มาส" แปลว่า"เดือน" เทศกาลคริสต์มาสจึง เป็นเดือนที่เราระลึกถึงพระเยซูคริสต เจ้าเป็นพิเศษ คำว่า"มาส" คือ"ดวงจันทร์" ตีความหมายในภาษาไทยคือพระเยซูทรงเป็นความสว่างของโลก เหมือนดวงจันทร์เป็นความ สว่างในตอน กลางคืน >br>
Merry X'mas คำว่า Merry ในภาษาอังกฤษโบราณแปลว่า"สันติสุขและความสงบทางใจ" คำนี้จึงเป็นคำที่ใช้อวยพรคนอื่น ขอให้เขาได้รับสันติสุขและความสงบทางใจ
ถือเอาประเพณีของชนในท้องถิ่นนั้น มาประยุกต์เข้ากับศาสนา โดยจัดให้มีการฉลองเพื่อระลึก ถึงการบังเกิดของพระเยซูที่เขายกย่องเหมือนกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งสากลโลก ผู้ทรงเกียรติเลอเลิศ
ประเพณี นี้ ได้เริ่มมาจากรุงโรมในศตวรรษ ที่ 4 และ ค่อยๆ เผยแพร่ไปทุกทวีป
เราจะเห็นได้ว่าวันคริสต์มาสเป็นวันสำคัญวันหนึ่ง เพื่อเป็นการระลึกถึงวันที่พระบุตรของพระเจ้ามาบังเกิดเป็นมนุษย์ พระองค์เป็นพระเจ้า ที่จะอยู่กับเราตลอดไปเป็นส่วนหนึ่งของมนุษย์ เป็นพี่หัวปีที่จะนำมนุษย์ทั้งมวลไปสู่พระบิดาเจ้า พระองค์เป็นความสำเร็จบริบูรณ์ ตามคำ สัญญาของพระเจ้าที่จะดูแลป้องกันรักษาเราผู้เป็นประชากรของพระองค์
..ต้นคริสต์มาส..
ในสมัยโบราณหมายถึงต้นไม้ในสวนสวรรค์ ซึ่งอาดัมและเอวาไปหยิบผลไม้มากินและทำบาปไม่เชื่อฟังพระเจ้า ตั้งแต่ ศตวรรษที่11 ชาวคริสต์แสดงละครที่หน้าวัด ถึงความหมายของคริสต์มาสและเอาตันไม้ต้นหนึ่งไว้ตรงกลางเพื่อประดับฉาก แสดงถึง บาปกำเนิดของอาดัมและเอวาต้นไม้ที่ใช้เป็นต้นสน เนื่องจากเป็นต้นไม้ที่หาง่ายที่สุดในประเทศเหล่านั้น การแสดงละครคริสต์มาสแบบนี้ มีมาเป็นเวลาช้านานหลายร้อยปีจนถึงศตวรรษที่15 พระสังฆราชหลายแห่งได้ห้ามแสดง เนื่องจากการแสดงนั้นกลายเป็นการเล่น เหมือน ลิเก ล้อชาวบ้าน ผู้ปกครองบ้านเมือง และศาสนาซึ่งไม่ตรงกับบรรยากาศของการฉลอง
ชาวบ้านรู้สึกเสียดายที่ไม่มีโอกาสดูละครสนุกๆแบบนั้นอีก จึงไปสนุกกันที่บ้านของ ตน โดยเอาต้นไม้มาไว้ที่บ้าน เพราะต้นไม้เป็นจุดเด่นในลานวัด ที่เขาเคยร่วมสนุกกัน จากนั้นก็เริ่มมีการแขวนลูกแอปเปิ้ลและแขวนแผ่นขนมปังเพื่อระลึกถึงศีลมหาสนิท ซึ่งก็มีวิวัฒนาการ เปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ จนในที่สุด ก็กลายเป็นขนมและของขวัญ อย่างที่เห็นอยู่ทุกวันนี้
แม้ว่าประเพณีการตั้งต้นคริสต์มาสมีความเป็นมาดังกล่าว ชาวคริสต์ในสมัยนี้ก็ยัง นิยมทำกันอยู่ เพราะเห็นว่ามีความหมายถึงพระเยซู ผู้เปรียบเสมือนต้นไม้แห่งชีวิต ที่เขียวสดเสมอในทุกฤดูกาล ซึ่งหมายถึงนิรันดรภาพของพระเยซู และนอกจากนั้น ยังหมายถึงความสว่าง ของพระองค์เสมือนแสงเทียนที่ส่องในความมืด ทั้งยัง หมายถึงความชื่นชมยินดีและความสามัคคีที่พระเยซูประทานให้ เพราะต้นไม้นั้น เป็นจุดรวมของครอบครัวในเทศกาลนั้น
..ซานตาคลอส..
เป็นจุดเด่นหรือสัญลักษณ์ที่เด็กและผู้คนนิยมกันมากที่สุดในเทศกาลคริสต์มาส แต่ที่จริง ซานตาครอสแทบจะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเทศกาลนี้เลย
ชื่อซานตาครอส มาจากนักบุญ นิโคลาส เป็นนักบุญ ชาวฮอลแลนด์นับถือเป็นนักบุญองค์อุปถัมภ์ของเด็กๆ นักบุญองค์นี้เป็นสังฆราชของ ไมรา มีชีวิตอยู่ในศตวรรษที่4
เมื่อชาวฮอลแลนด์กลุ่มหนึ่งอพยพไปอยู่ในสหรัฐฯ ก็ยังรักษา ประเพณีนี้ไว้ คือฉลองนักบุญ นิโคลาส ในวันที่ 5 ธันวาคม ซึ่งหมายถึงนักบุญนี้จะมาเยี่ยมเด็กๆและเอาของขวัญมาให้ เด็กอื่นๆที่ไม่ใช่ลูกหลานของชาวฮอลแลนด์ที่อพยพมา ก็รู้สึกอยากมีส่วนร่วม ในประเพณีแบบนี้บ้างเพื่อรับของขวัญ ประเพณีนี้จึงเริ่มเป็นที่รู้จักและแพร่หลายไปในอเมริกา โดย มีการเปลี่ยนแปลงบางอย่างคือ ชื่อนักบุญนิโคลาสก็เปลี่ยน เป็นซานตาคลอส และแทนที่จะเป็นสังฆราชซึ่งเป็นนักบุญองค์นั้นก็กลายเป็น ชายแก่ที่อ้วนใส่ชุดสีแดงอาศัย อยู่ที่ขั้วโลกเหนือ มีเลื่อนเป็นยานพาหนะมีกวางเรนเดียร์ลาก และจะมาเยี่ยมเด็กทุกคนในโลกนี้ในโอกาสคริสต์มาส โดยลงมาทางปล่องไฟของบ้านเพื่อเอาของขวัญมาให้เด็กเหล่านั้นตามความประพฤติของเขา
ลักษณะภายนอกของซานตาคลอสที่ถูกสมมติขึ้นนี้ เหมือนกับจะลอกเลียนแบบมาจาก Thor ซึ่งเป็น เทพเจ้า ในนิยายโบราณของเยอรมัน และ ลอกเลียนแบบนักบุญนิโคลาส ที่นำของขวัญมาแจกเด็กๆ อันที่จริง ซานตาคลอส เป็นรูปแบบที่น่ารัก เหมาะสำหรับเป็นนิยายให้เด็กๆ เชื่อ แต่ อาจจะทำให้คน ทั่วไปหันมาสนใจ ให้ความสำคัญในตัวนิยายนี้ แทนการบังเกิดของพระ เยซู ซึ่งเป็นจุดศูนย์กลาง ของเทศกาลคริสต์มาสนี้
..การร้องเพลงคริสต์มาส..
เพลงคริสต์มาสที่เรานิยมร้องมากที่สุดในปัจจุบันได้แต่งขึ้นในศตวรรษที่ 19 จากประเทศอังกฤษเป็น ส่วนใหญ่ เพลงที่มีเสียงมากได้แก่ Silent Night, Holy Night เป็นภาษาไทยว่า "ราตรีสวัสดิ์ ราตรีสงัด"
ความเป็นมาของเพลงนี้คือ วันก่อนวัน คริสต์มาส ของปี ค.ศ. 1818 คุณพ่อ Joseph Mohr เจ้าอากาสวัดที่ Oberndorf ประเทศออสเตรเลีย ได้ข่าวว่าออร์แกน ในวัดเสีย ทำให้วงขับไม่สามารถ ร้องเพลงตามที่ซ้อมไว้ได้ คุณพ่อเองตั้งใจจะแต่งเพลงคริสต์มาส หลังจากแต่งเสร็จก็เอาไปให้เพื่อน คนหนึ่งชื่อ Franz Gruber ที่อยู่หมู่บ้านใกล้ เคียงใส่ทำนองในคืนวันที่ 24 นั้นเอง สัตบุรุษวัดใกล้ก็ได้ฟังเพลง Silent Night เป็นครั้ง แรก โดยการเล่นกีตาร์ประกอบการขับร้อง ซึ่งกลายเป็น เพลงที่นิยมมากที่สุดทั่วโลก
.. การทำมิสซาเที่ยงคืน..
เมื่อพระสันตะปาปาจูลีอัสที่1 ได้ประกาศให้วันที่ 25 ธันวาคมเป็นฉลองพระคริสตสมภพ (วันคริสต์มาส) แล้ว ในปีนั้นเองพระองค์และสัตบุรุษได้พากันเดินสวดภาวนา และขับร้องไปยังตำบลเบธเลเฮม สู่ถ้ำที่พระเยซูเจ้าประสูติ
พอไปถึงก็เป็นเวลาเที่ยงคืน พระสัน ตะปาปาก็ทรงถวายบูชา ณ ที่นั้น เมื่อเสร็จแล้วก็กลับมาที่พักเป็นเวลาเช้ามืดราวๆ ตี 3 พระองค์ก็ถวายมิสซาอีกครั้ง และ สัตบุรุษเหล่านั้นก็พากันกลับ แต่ก็ยังมีสัตบุรุษหลายคนที่ไม่ได้ไป พระสันตะปาปาก็ทรงถวายบูชามิสซาอีกครั้งหนึ่งเป็นครั้งที่ 3 เพื่อสัตบุรุษเหล่านั้น
ด้วยเหตุนี้เองพระ สันตะปาปาจึงทรงอนุญาตในพระสงฆ์ถวายบูชามิสซาได้ 3 ครั้ง ในวันคริสต์มาส เหมือนกับการปฏิบัติของพระองค์
ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาจึงมี ธรรมเนียมถวายมิสซาเที่ยงคืน ในวันคริสต์มาส และพระสงฆ์ก็สามารถถวายมิสซาได้ 3 มิสซา ใน โอกาสวันคริสต์มาสเช่นเดียวกัน
|
|
| |
หมวด : General
| Posted By : billy |
|
|
| 10 Dec 2005 09:23:23 pm |
webmaster พาเที่ยววังธารรีสอร์ท |
|
|
ฝ่ายพัฒนาคุณภาพการศึกษาและบุคลากร โรงเรียนมงฟอร์ตวิทยาลัย ได้จัดอบรมเชิงปฏิบัติการผู้ร่วมบริหาร ประจำปีการศึกษา 2549 เรื่อง การพัฒนาทักษะการบริหารองค์กร ระหว่างวันที่ 24 -25 มิถุนายน 2549 ณ วังธารรีสอร์ท อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่
โดยมีภราดามีศักดิ์ ว่องประชานุกูล ผู้อำนวยการ โรงเรียนมงฟอร์ตวิทยาลัย เป็นประธานในการเปิดการอบรมฯ และมีผู้ร่วมบริหารในระดับต่างๆของโรงเรียนจำนวน 80 คน เข้าร่วมการอบรม
webmaster ได้มีโอกาสเข้าร่วมในการอบรมครั้งนี้ด้วย เลยขอนำภาพบรรยากาศความร่มรื่น สวยงามของวังธารรีสอร์ท มาให้ชมกันครับ
|
|
| |
หมวด : General
| Posted By : AYM |
|
|
| 29 Nov 2005 08:41:29 am |
webmaster ชวนดูเด็กๆในงานบุปผชาติ เชียงใหม่ |
|
|
ภาพจากงานไม้ดอกฯ ที่เชียงใหม่ เมื่อ ระหว่างวันที่ 3-5 กุมภาพันธ์ 2549 ครับ ดอกไม้ก็สวย เด็กๆก็น่ารัก ดูกันเพลินเลยครับ
กว่า 700 ปีที่เชียงใหม่ผ่านความเจริญรุ่งเรือง เป็นแหล่งอารยธรรมโบราณ และโบราณสถานหลายแห่ง เมื่อถึงหน้าเทศกาล เชียงใหม่จะเป็นที่รู้จักของคนทั่วไป เช่น ประเพณีสงกรานต์ ผู้คนจะสนุกสนานกับการรดน้ำดำหัวปีใหม่ นอกจากนี้ยังมีงานลอยกระทงที่มีการจุดโคมลอยที่สวยงามด้วย และยังมีอีกงานที่น่าสนใจ คือ งานบุปผชาติ
งานบุปผชาติ เป็นงานไม้ดอกไม้ประดับ เกิดจากความร่วมมือร่วมใจของพ่อค้าประชาชนในเชียงใหม่กับส่วนราชการอีกหลายหน่วยงาน โดยมีวัตถุประสงค์ในการอนุรักษ์ความสวยงามตามธรรมชาติ ด้วยการปลูกพันธ์ไม้ทุกๆ แห่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตัวเมืองเชียงใหม่ ที่กำลังเจริญรุ่งเรืองเป็นป่าคอนกรีต เพื่อสร้างให้เมืองเชียงใหม่เป็นเมืองดอกไม้บานตลอดทั้งปี
 ไม่ได้เดิน แต่เพลีย
 ไรเนี่ย.. ไม่ทันไรเลย หลับแย้ว
 ส่งรหัสลับ แปลว่าอะไรก็ไม่รู้ (ไม่กล้าถาม กลัวเด็กบอกว่า โตจนป่านนี้ แค่นี้ก็ไม่รู้)
 มองไรน้า... ไม่เคยเห็นซาลาเปาสีชมพูเหรอ
 ไม่ได้คาบช้อนเงิน ช้อนทองมาเกิดนะจ๊ะ
 กลมดิ๊ก
 ชายตารึว่ากำลังเหล่อะไรอยู่น๊า
 เด็กกับดอกไม้ ความสวยงามคู่โลก
 ดูยังไงก็น่ารัก
 วัยใส
 ป๋มก็ชอบดอกไม้กั๊บ
โดยงานจะเริ่มในวันศุกร์-เสาร์-อาทิตย์ แรกของเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี ณ บริเวณสวนสาธารณะหนองบวกหาด
จะมีการแห่ขบวนและการแสดงที่สวยงามตระการตา มีการจัดนิทรรศการต่างๆ อาทิ การออกร้านขายไม้ดอกไม้ประดับ สินค้าส่งออก ตลอดจนการออกร้านสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ และที่สำคัญยังมีกิจกรรมเด่น คือ การประกวดนางงามบุปผชาตินานาชาติ |
|
| |
หมวด : General
| Posted By : billy |
|
|
| 11 Nov 2005 06:24:26 pm |
webmaster พาไปชมดอกซากุระบานที่ขุนช่างเคียน |
|
|
อยู่เมืองไทย ถ้าเอ่ยชื่อ ซากุระ ก็จะพาให้นึกถึงอาหารญี่ปุ่น หรือไม่ก็สีน้ำที่ใช้ในวิชาวาดเขียน... แต่ซากุระในที่นี้ หมายถึงดอกนางพญาเสือโคร่ง ซากุระเมืองไทย ณ บ้านขุนช่างเคี่ยน ดอยปุย
 "บ้านม้งขุนช่างเคี่ยน" ชื่อนี้อาจจะยังไม่คุ้นหูคนสักเท่าไหร่ เพราะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ไม่ได้สะดวกสบายในการเดินทางนัก
 มุ่งหน้าสู่ดอยปุย ผ่านพระตำหนักภูพิงค์ไปก็เป็นทางราดยางแคบๆ ถ้ามีรถสวนมาก็พอหลบกันได้อยู่
คนเพิ่งจะมาแยะเอาตอนมีถนนลาดเข้าไปภายในหมู่บ้าน และตากล้องทั้งหลายก็ได้ถ่ายรุปภาพดอกไม้ชนิดหนึ่งกลับมา ทำให้คนรู้จักและสนใจดอกไม้ชนิดนี้ ซึ่งเดิมหลายคนเข้าใจว่ามันมีอยู่เฉพาะจังหวัดที่ไกลๆ เช่นเชียงราย แม่ฮ่องสอน นั่นคือดอก 'ซากุระเมืองไทย' หรือชื่อที่รู้จักกันดีคือ 'นางพญาเสือโคร่ง' ดอกไม้สีหวานสวยและเป็นดอกไม้ประจำถิ่นของทางภาคเหนือ
 นางพญาเสือโคร่ง(Prunus cerasoides D. Don ) เป็นพรรณไม้ที่มีการกระจายพันธุ์ตามธรรมชาติอยู่ทางตอนใต้ของประเทศจีน ญี่ปุ่น ไต้หวัน พบอยู่กในป่าที่ระดับความสูง 500-1,500 เมตร จากระดับน้ำทะเล ในประเทศไทย พบขึ้นตามภูเขาที่สูงจากระดับน้ำทะเล 1,00-2,000 เมตร เช่น บนดอยอินทนนท์ ดอยเชียงดาว ฯลฯ
นางพญาเสือโคร่งเป็นไม้ยืนต้นผลัดใบ ขนาดเล็ก มีความสูงประมาณ 10-15 เมตร
ระยะเวลาออกดอก ระหว่างเดือนธันวาคมจนถึงกุมภาพันธ์ โดยจะทิ้งใบก่อนออกดอก
ที่ขุนช่างเคี่ยนนี่ คงเป็นจุดชมดอกนางพญาเสือโคร่ง ที่อยู่ใกล้ตัวเมืองเชียงใหม่มากที่สุด
ไปไม่ยาก ขี่รถไปทางดอยปุยครับ พอเลยพระตำหนักภูพิงค์ไปสักครึ่งกม. จะมีทางแยกเลี้ยวขวาไปจุดกางเต้นท์ดอยปุย และหมู่บ้างม้งขุนช่างเคี่ยน แต่ถ้าตรงไปจะไปหมู่บ้านม้งดอยปุย
พอเลี้ยวขวาแล้ว ก็ขับต่อไปเรื่อยๆ เป็นเส้นทางเล็กๆ ทางลาดยางตลอด ประมาณครึ่งกม.กว่าๆ จะถึงจุดชมวิวดอยปุยก่อน จุดนี้ใครๆ ชอบไปถ่ายรูปกัน ขับไปอีกสัก ครึ่งกม. ก็จะถึงจุดกางเต้นท์ ขับต่อไปเรื่อยๆ สัก กม.กว่าๆ ก็จะเริ่มเห็นแนวต้นพญาเสือโคร่งออกดอกสะพรั่ง
ถนนลาดยางจะสิ้นสุดตรงโค้งหักข้อศอก ต่อจากจุดนี้ไปเป็นทางลูกรังอยู่ ...ถ้าเอารถเก๋งไปก็จอดตรงโค้งนี้ได้ ถ้าเอา pickup หรือ 4x4 หรือเอามอไซค์ไป ขับต่อไปได้ หรือเดินต่อไปสัก 200 ม. ก็ถึงไร่กาแฟ มีร้านกาแฟเป็นจุดสังเกต
จากไร่กาแฟถ้าขับรถต่อไปสักกม. ก็ถึงหมู่บ้านม้งขุนช่างเคี่ยนครับ
|
|
| |
หมวด : General
| Posted By : billy |
|
|
| 09 Nov 2005 02:39:04 pm |
webmaster พาชมงานฉลองครบรอบ 75 ปี การก่อตั้งโรงเรียนมงฟอร์ตฯ |
|
|
ภาพบรรยากาศงานฉลองครบรอบ 75 ปี การก่อตั้งโรงเรียนมงฟอร์ตวิทยาลัย ระหว่างวันที่ 7-9 ธันวาคม 2550 ณ โรงเรียนมงฟอร์ตวิทยาลัย แผนกประถม มีกิจกรรมต่างๆมากมาย ทั้งกิจกรรมทางวิชาการ และการแสดงที่โชว์ผลงานของนักเรียนหลายๆด้าน
 โรงเรียนมงฟอร์ตวิทยาลัย เป็นโรงเรียนที่ดำเนินงานโดยภราดาคณะเซ็นต์คาเบรียลแห่งประเทศไทย เปิดทำการสอนครั้งแรกเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม พุทธศักราช 2475 โดยมีบาทหลวงเรอเน เมอนีเอส เป็นผู้จัดการ และภราดาซีเมออน ริโคล เป็นอธิการคนแรก ภราดาแอมบรอสิโอ เป็นรองอธิการ
ซึ่งระหว่างเปิดทำการสอนขณะนั้นมีนักเรียนเพียง 22 คน โดยอาศัยเรือนไม้สองชั้นข้างโบสถ์พระหฤทัยหลังเก่าเป็นห้องเรียนชั่วคราว การดำเนินงานของโรงเรียนได้ก้าวหน้าขึ้นเป็นลำดับโดยมีจำนวนนักเรียนเพิ่มมากขึ้น และได้รับการรับรองวิทยฐานะเทียบเท่าโรงเรียนรัฐบาลตั้งแต่ปีการศึกษา 2489
 ปัจจุบันโรงเรียนเปิดทำการสอนตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ถึงมัธยมศึกษาปีที่ 6 โดยแบ่งเป็นสองแผนกคือแผนกประถม
 ในปีพุทธศักราช 2550 นับเป็นวาระที่โรงเรียนได้ก่อตั้งครบ 75 ปี
 ทางคณะกรรมการอำนวยการโรงเรียนมงฟอร์ตวิทยาลัย และคณะกรรมการบริหารโรงเรียนโดยการสนับสนุนของสมาคมผู้ปกครองและครูโรงเรียนมงฟอร์ตวิทยาลัย สมาคมศิษย์เก่ามงฟอร์ตวิทยาลัย และคณะกรรมการกองทุนโรงเรียนมงฟอร์ตวิทยาลัย ได้มีมติเห็นชอบให้จัดกิจกรรมโครงการฉลองการก่อตั้งโรงเรียนมงฟอร์ตครบรอบ 75 ปี ตลอดปีพุทธศักราช 2550
ซึ่งงานในวันนี้นับเป็นกิจกรรมหนึ่งที่ร่วมในโครงการ
เพื่อเป็นการรำลึกถึงคุณูปการคุณของเหล่าบรรพชนคนสร้างมงฟอร์ตอันประกอบด้วยคณะภราดา ครูอาวุโส ศิษย์เก่า ที่ได้มีความวิริยะอุตสาหะสั่งสมคุณงามความดี และสั่งสอนอบรมเยาวชนให้เป็นคนดีออกไปพัฒนาชาติบ้านเมือง
เพื่อสะท้อนภาพความสำเร็จในการดำเนินการของโรงเรียน ในด้านการจัดการศึกษาและรับใช้ชุมชนตลอดมา ตั้งแต่เริ่มก่อตั้งมาจนถึงปัจจุบัน
เพื่อประสานสัมพันธ์ระหว่างศิษย์เก่าและศิษย์ปัจจุบัน ตลอดจนผู้ปกครองได้มีโอกาสจัดกิจกรรมร่วมกันด้วยความรัก ความเอื้อเฟื้อต่อกัน ทั้งนี้ได้กำหนดการจัดกิจกรรมในวันที่ 7-9 ธันวาคม 2550
รูปแบบของการจัดกิจกรรม ได้แก่ การแข่งขันทักษะทางวิชาการของนักเรียนจากโรงเรียนต่าง ๆ การแสดงนิทรรศการผลงานจากกลุ่มสาระต่าง ๆ การแสดงบนเวที และกลางแจ้งของนักเรียน การจัดกิจกรรมอุทิศส่วนกุศลอุทิศแก่บรรพชนคนสร้างมงฟอร์ต การปล่อยพันธุ์ปลา และกิจกรรมมุทิตาจิตแด่ครูอาวุโส
|
|
| |
หมวด : General
| Posted By : billy |
|
|
| 24 Sep 2005 11:17:46 am |
Webmaster พาไปชม โรงแรมดาราเทวี เชียงใหม่ |
|
|
Mandarin Oriental Dhara Dhevi is spread over 60 acres of peaceful, natural landscapes, incorporating serene paddy fields and exotic plantations. It offer a self contained world of beauty, wellness and a cultural museum dedicated to the Lanna kingdom.
 ได้มีโอกาสไปสัมมนาที่โรงแรมดาราเทวี เชียงใหม่
ครั้งแรกที่เข้าไป รู้สึกแปลกๆครับ เพราะเท่าที่เห็น เหมือนกับเข้าไปเดินในวัด
 รูปแกะสลักหน้าประตู
 โดมธรรมศาสตร์รึเปล่า.........
ไม่ใช่หรอกครับ เป็นตัวอาคารแห่งหนึ่งในบริเวณโรงแรมนั่นเอง
 รูปแกะสลักหน้าประตูอีกแบบหนึ่งครับ
 ลายเกล็ดพญานาคตรงบันไดห้องประชุมของโรงแรม
 ทางเข้าไปในตัวโรงแรม (??????????)
 รูปแกะสลักหน้าประตู(อีกแล้ว)
 ตัวอาคารแห่งหนึ่งของโรงแรม
 รถม้าบริการแขกของโรงแรม
 ห้องน้ำ
 อันนี้ซูมถ่ายพนักหลังของเก้าอี้ในห้องประชุมครับ ลองเล่น Dynamic range กับ contrast ดูนิดหน่อย
|
|
| |
หมวด : General
| Posted By : billy |
|
|
| 19 Sep 2005 12:32:53 pm |
Webmaster พาไปชมตึกที่สูงที่สุดในโลก Taipei 101 |
|
|
Webmaster พาไปชมตึกที่สูงที่สุดในโลกที่ชื่อว่า Taipei 101 ( ไทเป อีหลิงอี ) - The Tallest Completed Skyscraper In The World. ตั้งอยู่ที่เมืองไทเป ประเทศไต้หวัน ซึ่งภายในเป็นห้างสรรพสินค้า จำหน่ายสินค้าแบรนเนมราคาแพง และพื้นที่บางส่วน ให้เช่าในการจัดนิทรรศการ
 พาเพื่อนๆไปลุยตึกที่สูงที่สุดในโลกTaipei 101 ที่เมืองTaipei ประเทศ Taiwan กัน
 เริ่มเห็นแว็ปๆแล้วครับ
 ป้ายทางเข้า
 อาคาร Taipei 101 เป็นอาคารที่สูงที่สุดในโลก ตั้งแต่พื้นอาคารถึงปลายเสาอากาศอาคารมีความสูง 508 เมตร
 ตั้งแต่พื้นอาคารถึงหลังคาอาคารมีความสูง 448 เมตร
 และตั้งแต่พื้นอาคารถึงชั้นที่ 101 ของอาคารมีความสูง 438 เมตร มีศูนย์การค้าชื่อ Taipei 101 Mall มี 6 ชั้น 5 ชั้นบนดินและ1ชั้นใต้ดิน
 ราคาตั๋วประมาณ 300-400 บาทครับ ถ้าอยากทราบรายละเอียดว่าวิวแต่ละด้านมีอะไรบ้าง ก็เช่า Acousticguide ไปฟังตอนชมวิวก็ได้ครับ มีหลายภาษา ยกเว้นภาษาไทย

เริ่มเดินชมไปแต่ละด้าน
 Zone ของอาคาร Taipei 101 ชั้นที่ 1-5 เป็นศูนย์การค้า ชั้นที่ 6-85 เป็นสำนักงาน ชั้นที่ 86-88 เป็นภัตตาคาร ชั้นที่89 เป็นจุดชมวิวในอาคาร ชั้นที่ 91 เป็นจุดชมวิวนอกอาคาร ชั้นที่ 92-101 เป็นเขตหวงห้ามครับ เป็น Communication Tower หรือหอการสื่อสาร
 กระจกรอบตัวอาคาร
 ลานจอดรถ มองจากมุมสูง
 มองตัวเมือง Taipei ผ่านหน้าต่างลงมา
 บริเวณจุดชมวิวในอาคารชั้น 89 สูง 382 เมตร ส่วนจุดชมวิวนอกอาคารจะอยู่ชั้น 91 สูง 391 เมตร
 ไม่ใช่บ้านตุ๊กตานะครับ
 ที่ชั้น 87-89 จะมีลูกตุ้ม 800 ตันซึ่งใช้ช่วยถ่วงตึกเวลาแผ่นดินไหวหรือเกิดพายุ เช่นลมทำให้ตึกเอนไปทางขวา ลูกตุ้มจะเอนไปด้านซ้ายครับ สามารถทนแผ่นดินไหวได้สูงสุด 7.0 ริกเตอร์และแรงลม 60 เมตรต่อวินาที
 อาคาร Taipei 101 มีลิฟท์ที่เร็วที่สุดในโลกยี่ห้อ Toshiba อยู่ 2 ตัว ความเร็ว 1,008 ต่อนาทีหรือ16.8 เมตรต่อวินาทีหรือถ้ายังไม่เข้าใจก็คือ 60 ก.ม. ต่อชั่วโมงนั่นเอง ซึ่งจะเดินทางถึงชั้นที่ 89 ประมาณ 37 วินาที
เวลาอยู่ในลิฟท์จะเห็นตำแหน่งสีแดงซึ่งเป็นจุดที่เราอยู่ในลิฟท์ เคลื่อนที่ด้วยความเร็วพอสมควรเลยครับ แต่นิ่มมาก
 TAIPEI CITY |
|
| |
หมวด : General
| Posted By : billy |
|
|
| 15 Sep 2005 05:20:03 pm |
webmaster พาไปดูงาน จ.นครปฐมและกรุงเทพฯ |
|
|
โรงเรียนมงฟอร์ตวิทยาลัย จัดศึกษาดูงานสถานศึกษาที่มีชื่อเสียงและประสบความสำเร็จในการบริหารจัดการและการจัดการเรียนการสอน ให้แก่คณะผู้ร่วมบริหาร คณะครู และบุคลากรของโรงเรียนในระหว่างวันที่ 25-26 มกราคม 2550 เป็นการเปิดโลกทัศน์ด้านการพัฒนาการศึกษา รวมทั้งได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้จากสถานที่จริง เพื่อให้ครูและบุคลากรได้มีโอกาสนำความรู้และประสบการณ์ที่ได้รับมาประยุกต์ใช้ในการทำงาน

วัดใหญ่ชัยมงคล เดิมชื่อวัดป่าแก้ว หรือ วัดเจ้าไท ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของเกาะพระนคร อำเภอเมือง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
 ตามข้อมูลทางประวัติศาสตร์สันนิษฐานว่าเมื่อพ.ศ. 1900 พระเจ้าอู่ทองทรงสร้าง "วัดป่าแก้ว" ขึ้นตรงที่พระราชทานเพลิงพระศพ "เจ้าแก้วเจ้าไท" ในการสร้างวัดป่าแก้วครั้งนี้ ได้ทรง สร้างพระเจดีย์ขึ้นคู่กับ พระวิหารด้วย
ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. 2135 สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงเสริม พระเจดีย์ให้ ใหญ่และสูงขึ้นพร้อม ๆ กับการสร้างเจดีย์ยุทธหัตถีที่ตำบลหนองสาหร่าย จังหวัด สุพรรณบุรี เพื่อเฉลิมพระ เกียรติเมื่อคราวทรงชนะศึกยุทธหัตถี พระราชทานนามวัดใหม่ว่า "วัดชัยมงคล" ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นวัดใหญ่ ชัยมงคล
 ภายในพระอุโบสถ เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธชัยมงคล พระประธานที่เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของวัด นอกจากนี้แล้ว ภายในวัดยังเป็นที่ประดิษฐานศาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ที่ก่อสร้างแล้วเสร็จในปีพ.ศ. 2544 อีกด้วย
จุดเด่นของวัดได้แก่เจดีย์องค์ใหญ่ที่เชื่อกันว่า ได้รับการปฏิสังขรขึ้นใหม่ในสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ที่ภายในได้มีการค้นพบชัยมงคลคาถาบรรจุอยู่
วัดนี้ร้างไปเมื่อคราวเสียกรุงครั้งสุดท้ายแล้ว เพิ่งจะตั้งขึ้นเป็นวัดที่มีพระสงฆ์อยู่จำพรรษาเมื่อไม่นานมานี้เองครับ
 25 มกราคม 2550
ขอขอบพระคุณท่านอาจารย์จิระพันธุ์ พิมพ์พันธุ์ คณะผู้บริหารและคณะครูที่ให้การต้อนรับชาวมงฟอร์ดวิทยาลัย แผนกมัธยม อย่างอบอุ่นและประทับใจเป็นอย่างยิ่ง
โรงเรียนประจำชาย ก่อตั้งโดยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว แทนวัดประจำรัชกาล เดิมชื่อ "โรงเรียนมหาดเล็กหลวง" ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น "วชิราวุธวิทยาลัย"
ปัจจุบัน ดำเนินการสอนในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ถึงมัธยมศึกษาปีที่ 6 ตั้งอยู่ที่ ถนนราชวิถี เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร
กีฬาหลักของโรงเรียนก็คือ รักบี้ โดยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชดำริว่ารักบี้นั้นจะเป็นกีฬาที่สอนให้นักเรียนรู้จักแพ้ ชนะ และอภัย และจะฝึกให้นักเรียนเป็นสุภาพบุรุษอย่างสมบูรณ์แบบ
ผู้บังคับการ คือ ผู้ที่มีความรับผิดชอบสูงสุดในดูแลจัดการวชิราวุธวิทยาลัย เป็นทั้งหัวหน้าฝ่ายบริหาร และครูใหญ่ รวมทั้งผู้รับใบอนุญาตผู้จัดการโรงเรียน ทั้งนี้ ผู้ที่จะเข้าดำรงตำแหน่งผู้บังคับการวชิราวุธวิทยาลัย ต้องเป็นผู้ที่ผ่านพระบรมราชานุมัติจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแล้ว
|
|
| |
หมวด : General
| Posted By : billy |
|
|
| 13 Sep 2005 11:30:52 am |
Weblog คืออะไร |
|
|
บล็อก (อังกฤษ: blog) หรือ เว็บล็อก (weblog) เป็นหน้าเว็บประเภทหนึ่ง ซึ่งคำว่า blog ย่อมาจากคำว่า weblog หรือ web log โดยคำว่า weblog นั้นมาจาก web (เวิลด์ไวด์เว็บ) และ log (ปูม, บันทึก) รวมกัน หมายถึง บันทึกบนเวิล์ดไวด์เว็บ นั่นเอง
บล็อก (Blog) หรือ เว็บบล็อก (Weblog) เป็นเว็บไซต์สำหรับเขียนบันทึกเล่าเรื่องราวประจำวันเพื่อสื่อสารความรู้สึกนึกคิด มุมมอง ประสบการณ์ ความรู้ และข่าวสาร ในเรื่องที่ผู้เขียนท่านหนึ่งๆ (Blogger) สนใจโดยเฉพาะ ซึ่งลักษณะดังกล่าวนี้ทำให้บล็อกต่างกับเว็บบอร์ด และเนื่องจากความจริงใจและอิสระทางความคิดที่สื่อสารออกไป ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ใน ลักษณะของบุคคลที่หนึ่ง เป็นการบ่งบอกถึงความเป็นตัวตนของผู้เขียนได้เป็นอย่างดีทีเดียว จึงทำให้บล็อคเป็นสื่อที่นิยมมากขึ้นเรื่อยๆ ในนานาประเทศ
คำว่า บล็อก เริ่มใช้เป็นครั้งแรกๆผ่านทางหน้าหนังสือพิมพ์และนิตยสารเมื่อปี 2542 เมอร์เรียม-เว็บสเตอร์ตัดสินใจบรรจุคำว่า บล็อก ลงในเว็บไซต์ในสังกัดบางแห่งไปก่อน โดยให้คำจำกัดความไว้ว่า เว็บไซต์ที่บรรจุ เรื่องราวเกี่ยวกับบันทึกส่วนตัวประจำวัน ซึ่งสะท้อนถึงมุมมอง ความคิดเห็นของบุคคล โดยอาจรวมลิ้งค์เชื่อมต่อไปยังเว็บไซต์อื่นๆ ตามความประสงค์ของเจ้าของเว็บบล็อกเองด้วย
ในปัจจุบันบล็อก ถูกใช้เป็นเครื่องมือสื่อสารรูปแบบใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการประกาศข่าวสาร การแสดงความคิดเห็น การเผยแพร่ผลงาน ฯลฯ และกำลังเป็นที่นิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยขณะนี้ได้มีผู้ให้บริการบล็อกมากมาย ทั้งแบบให้บริการฟรี และเสียค่าใช้จ่าย
วัตถุประสงค์ที่สำคัญอย่างหนึ่งในการเขียนบล็อคคือ การเขียนเพื่อนำเสนอหรือแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์กับผู้อื่น ดังนั้นผู้เขียนจึงต้องคำนึงว่าบันทึกที่เขียนนี้ต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานความเป็นจริง เป็นเหตุการณ์ที่เกิดจริง หรือเป็นข้อมูลที่ได้มาจากแหล่งข้อมูลที่มีอยู่จริง นอกจากนี้ การเขียนเพื่อแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นในบล็อคของผู้อื่น แม้จะเป็นไปได้โดยอิสระเช่นเดียวกันกับการเขียนบันทึกในบล็อค ก็ควรเป็นการเขียนที่ใช้ภาษาสุภาพและเป็นการให้ความเห็นเกี่ยวกับบันทึกนั้นๆ โดยตรง นอกจากนี้จะต้องไม่เป็นการเขียนเพื่อวัตถุประสงค์ในการแทรกแซงและทำลายความคิดสร้างสรรค์ ความสนุกสนานในการเขียนบล็อคของผู้เขียนท่านนั้นๆ
ส่วนการเขียนบล็อคให้มีผู้อ่านติดตามเยอะๆ นั้น ควรเขียนเป็นประจำสม่ำเสมอ และเป็นงานเขียนที่เป็น Original คือ เขียนจากความรู้ประสบการณ์เรื่องราวของผู้เขียนโดยตรง นั่นเอง
A weblog (now more commonly known as a blog) is a web-based publication consisting primarily of periodic articles (normally in reverse chronological order). Although most early weblogs were manually updated, tools to automate the maintenance of such sites made them accessible to a much larger population, and the use of some sort of browser-based software is now a typical aspect of "blogging".
Blogs range in scope from individual diaries to arms of political campaigns, media programs, and corporations. They range in scale from the writings of one occasional author, to the collaboration of a large community of writers. Many weblogs enable visitors to leave public comments, which can lead to a community of readers centered around the blog; others are non-interactive. The totality of weblogs or blog-related websites is often called the blogosphere. When a large amount of activity, information and opinion erupts around a particular subject or controversy in the blogosphere, it is sometimes called a blogstorm or blog swarm.
The format of weblogs varies, from simple bullet lists of hyperlinks, to article summaries or complete articles with user-provided comments and ratings. Individual weblog entries are almost always date and time-stamped, with the newest post at the top of the page, and reader comments often appearing below it. Because incoming links to specific entries are important to many weblogs, most have a way of archiving older entries and generating a static address for them; this static link is referred to as a permalink. The latest headlines, with hyperlinks and summaries, are frequently offered in weblogs in the RSS or Atom XML format, to be read with a feed reader.
http://en.wikipedia.org/wiki/Blog#Types_of_weblogs
http://gotoknow.org/archive/2005/09/06/00/44/13/e3488
|
|
| |
หมวด : General
| Posted By : billy |
|
| |
|