MC Blog Gang mcBloggie © 2005   
Jan 2012 February 2012 Mar 2012
พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29    
หมวดหมู่
General[14]
บันทึกล่าสุด
webmaster พาเที่ยววัดพระแก้ว
webmaster พาชมดอกไม้สวยๆในโรงเรียนมงฟอร์ตฯ
webmaster พาไปชมถนนคนเดิน(Walking Street) เชียงใหม่
webmaster พาเยี่ยมชมวัดพระธาตุสุโทนมงคลคีรี จังหวัดแพร่
webmaster ชวนชมภาพเก็บตกกรีฑาสีมงฟอร์ตวิทยาลัย 2549
ประวัติวันคริสต์มาส
webmaster พาเที่ยววังธารรีสอร์ท
webmaster ชวนดูเด็กๆในงานบุปผชาติ เชียงใหม่
webmaster พาไปชมดอกซากุระบานที่ขุนช่างเคียน
webmaster พาชมงานฉลองครบรอบ 75 ปี การก่อตั้งโรงเรียนมงฟอร์ตฯ
Webmaster พาไปชม โรงแรมดาราเทวี เชียงใหม่
Webmaster พาไปชมตึกที่สูงที่สุดในโลก Taipei 101
webmaster พาไปดูงาน จ.นครปฐมและกรุงเทพฯ
Weblog คืออะไร
บันทึกย้อนหลัง
October 2006[1]
January 2006[4]
December 2005[2]
November 2005[3]
September 2005[4]
ค้นหา
Syndication
rss_reader.php
rss_reader1.php
rss_reader2.php
06-10-2006   14:46:44
webmaster พาเที่ยววัดพระแก้ว
วัดพระศรีรัตนศาสดาราม เรียกกันเป็นสามัญว่า วัดพระแก้ว ตั้งอยู่ในเขตพระราชฐานชั้นนอก ทางทิศตะวันออกของพระบรมมหาราชวัง มีพระระเบียงล้อมรอบเป็นอาณาบริเวณ ทางด้านหน้ามีประตูสวัสดิโสภา ซึ่งเป็นประตูกำแพงพระบรมมหาราชวังเป็นทางเข้าพระอาราม สามารถติดต่อกับเขตพระราชฐานชั้นกลางได้ทางประตูดุสิตศาสดา



พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช โปรดให้สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๓๒๕ พร้อมกับการสร้างพระบรมมหาราชวังและกรุงรัตนโกสินทร์ ตามประเพณีการสร้างพระอารามในพระราชฐานสมัยอยุธยา โดยมีพระราชประสงค์จะให้เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร และเป็นสถานที่บำเพ็ญพระราชกุศล ได้อัญเชิญพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากรจากกรุงธนบุรีมาประดิษฐาน เมื่อวันที่ ๒๗ มีนาคม พ.ศ. ๒๓๒๗



มาแล้ว ถ้าไม่ได้เดินดูจิตรกรรมฝาผนัง ก็ต้องถือว่ายังมาไม่ถึงวัดพระแก้ว



การที่เลือกเรื่องรามเกียรติ์มาวาดเป็นจิตรกรรมฝาผนังในวัดพระแก้ว ซึ่งเป็นวัดในพระบรมมหาราชวังนี่ก็มีที่มาที่ไปเหมือนกัน
เพราะจากความเชื่อของเราที่ว่าพระมหากษัตริย์นั้น ทรงเป็นพระนารายณ์อวตารลงมาปราบทุกข์เข็ญอย่างเดียวกับพระรามในเรื่องรามเกียรติ์ เพราะงั้นภาพเล่าเรื่องรามเกียรติ์ จะว่าไปแล้วก็ไม่ใช่เรื่องของใครอื่น แต่เป็นเรื่องราวพระราชประวัติของพระมหากษัตริย์นั่นเอง



จีน - ไทย ใช่อื่นไกล



ดวกบัวในวัด



ช่างกำลังซ่อมภาพจิตรกรรมฝาผนัง



ลิงและยักษ์แบกสุวรรณเจดีย์ แบกมา 200 กว่าปีแล้ว ถึงจะเหนื่อยแต่ยังสู้อยู่
เจดีย์นี้รัชกาลที่ 1 โปรดให้สร้างขึ้นเพื่ออุทิศแด่พระชนกชนนี ซึ่งเป็นตามธรรมเนียมการสร้างวัดที่จะสร้างเจดีย์คู่ไว้หน้าวัด เป็นการอุทิศแก่บิดามารดาของผู้สร้าง ที่ฐานเจดีย์เป็นรูปยักษ์กับกระบี่ (ลิง) แบกเจดีย์
ตัวไหนเป็นยักษ์ ตัวไหนเป็นลิง สังเกตได้อย่างหนึ่งง่าย ๆ คือ ลิงไม่ใส่รองเท้าจ้า



บัวต่างสี



กินนรีบริเวณลานด้านหน้าปราสาทพระเทพบิดร



สุวรรณเจดีย์



เหนื่อยนักก็พักก่อน
ไทย จีน ฝรั่ง เดินเยอะๆก็เหนื่อยเหมือนกันแหละครับ



ไกด์ชาวไทย กำลังบรรยายเป็นภาษาเยอรมันให้นักท่องเที่ยวฟัง



รูปฤาษีนี้คือหมอประจำพระองค์ของพระพุทธเจ้า หรือท่าน “ชีวก โกมารทัจน์” ท่านเป็นที่นับถือของผู้ที่ศึกษาทางด้านการแพทย์แผนโบราณ รวมทั้งผู้คนที่เจ็บไข้ได้ป่วยก็มักจะมาขอพรจากท่านกัน



ยักษ์ทวารบาล ซึ่งทำหน้าที่ป้องกันสิ่งชั่วร้ายไม่ให้เข้ามาภายในบริเวณวัด ทั้งหมดมีอยู่ 6 คู่ด้วยกัน



วันที่ฟ้าไม่เปิด



ถ้าข้อมูลผมจำมาไม่ผิด ที่นี่น่าจะเป็นหมู่พระมหามณเฑียรนะครับ



บริเวณใกล้ๆกันครับ



พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 โดยเป็นอาคารแบบยุโรปสมัยสมเด็จพระบรมราชินีนาถวิกตอเรีย ส่วนหลังคาสร้างตามแบบไทยมียอดปราสาท 3 ยอด ว่ากันว่าเมื่อแรกสร้างนั้นมีขุนนางไทยเข้ามาเห็นถึงกับอุทานว่า “ฝรั่งใส่ชฏา” แต่ก็เป็นสถาปัตยกรรมที่ผสมผสานระหว่างศิลปะแบบยุโรปกับไทยได้อย่างสวยงาม



ต่างมุมมอง



มองต่างมุม



มองสูง



บัตรเข้าชมสำหรับชาวต่างชาติคนละ 200 บาท
ส่วนคนไทยไม่ต้องเสียค่าเข้าชม



วัดพระแก้วและพระบรมมหาราชวัง สามารถมาชมได้
ตั้งแต่ 8.00 – 16.00 น. สำหรับคนไทย
และ 8.30 – 15.30 น. สำหรับชาวต่างประเทศ



แบบจีนๆ



เคยสังเกตกันไหมหนอว่าคำว่า "โกสินทร์" แปลว่า พระ ส่วน "รัตนะ" ก็แปลว่า แก้ว เพราะงั้น ถ้าถอดเครื่องประดับรุงรังของคำว่า “กรุงรัตนโกสินทร์” เราก็จะได้เจอตัวจริงที่ชื่อ “เมืองพระแก้ว” นั่นเอง



วัดพระศรีรัตนศาสดาราม หรือวัดพระแก้ว ตั้งอยู่ตรงมุมตะวันออกเฉียงเหนือ ของพระบรมมหาราชวัง เป็นที่ประดิษฐาน พระมหามณีรัตนปฏิมากร และใช้เป็นที่ประกอบ พระราชพิธีทางศาสนาที่สำคัญ วัดพระแก้วสร้างแล้วเสร็จในปี พ.ศ. 2327 วัดนี้เป็นวัดพุทธาวาส ภายในพระอุโบสถและระเบียงรอบวัด มีภาพเขียนฝาผนังสวยงามมาก



วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ได้รับการบูรณะปฏิสังขรณ์มาตั้งแต่ในสมัยรัชกาลที่ 1-9 ตลอดทุกรัชกาล สิ่งที่น่าสนใจภายในวัดได้แก่ หอพระเทพบิดร ( เปลี่ยนชื่อเป็นปราสาทพระเทพบิดร ในสมัยรัชกาลที่ 6 ) พระปรางค์ 8 องค์ พระศรีรัตนเจดีย์ ปราสาทนคร วัดจำลอง ฯลฯ



ภายในบรรยากาศของพระบรมมหาราชวังแห่งนี้ คุณจะรู้สึกราวกับว่าได้กลับไปอยู่ในอีกยุคสมัยหนึ่ง เพราะถึงแม้ว่าเวลาจะผ่านมากว่า 200 ปีแล้วก็ตาม หากแต่ยังได้รับการดูแลรักษาอย่างดี และยังคงใช้เป็นสถานที่ประกอบพระราชพิธีสำคัญหลายๆพิธีเช่นแต่ก่อนมา



สิ่งที่น่าตื่นตาตื่นใจอีกประการหนึ่งของที่นี่นั่นก็คือ ไม่ว่าจะมาเยี่ยมชมที่นี่สักกี่ครั้ง คุณจะรู้สึกว่าที่นี่ยังคงแปลกใหม่ มีหลายสิ่งหลายอย่างที่น่าสนใจและชวนศึกษาอยู่เสมอ



หมวด : General | บันทึกโดย : billy
18-01-2006   19:09:27
webmaster พาชมดอกไม้สวยๆในโรงเรียนมงฟอร์ตฯ
บรรยากาศภายในบริเวณมงฟอร์ตวิทยาลัย คงจะด้อยความร่มรื่นลงไปมาก หากขาดเหล่าบรรดาต้นไม้ ดอกไม้ต่างๆที่ชูยอด ดอกใบ โปรยเสน่ห์อยู่รายรอบโรงเรียน

ผู้ซึ่งเฝ้าดูแลพืชพรรณไม้เหล่านี้ คือท่านภราดาอังเดร โยเซฟ เกแก็ง รองอธิการ ที่อยากจะให้โรงเรียนมงฟอร์ตของเรามีสภาพแวดล้อมที่สวยงาม ใครเข้ามาเยี่ยมชมก็รู้สึกสบายตา ซึ่งพวกเราเลือดมงฟอร์ตทุกคนก็จะยิ้มด้วยความรู้สึกภูมิใจ

ช่วยๆกันรักษาความสะอาดกันดีกว่านะครับ แค่ทิ้งขยะในถังหรือที่ที่ควรทิ้ง ก็ทำให้มงฟอร์ตดูดีขึ้นทันตาเห็น

มงฟอร์ตก็คือบ้านของเรา สักวันหนึ่งข้างหน้าเมื่อมองย้อนกลับมา ภาพที่จะได้เห็นก็คือ ความสวยงามของโรงเรียนที่เรารักแห่งนี้แหละครับ







































หมวด : General | บันทึกโดย : AYM
18-01-2006   11:11:36
webmaster พาไปชมถนนคนเดิน(Walking Street) เชียงใหม่
ถนนคนเดิน (Walking Street) เป็นหนึ่งในแนวคิดการพัฒนาเมืองและการกำหนดใช้พื้นที่เมืองให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตชุมชน
ซึ่งเป็นแนวทางการพัฒนาและการใช้ประโยชน์พื้นที่ในเมือง ในหลายประเทศก็ได้กลายเป็นที่รู้จักในฐานะแหล่งรวมงานศิลปะ วรรณศิลป์ จิตรกรรม ฯลฯ ตลอดจนเป็นสถานที่ท่องเที่ยว ซึ่งนักท่องเที่ยงต่างชาติจะต้องแวะมาเยี่ยมเยือน


ถนนคนเดินในประเทศไทย เริ่มต้นขึ้นครั้งแรก โดยรัฐบาล ภายใต้การนำของ พตท.ดร.ทักษิน ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ซึ่งได้เริ่มต้นใช้ถนนสีลม เป็นต้นแบบของ “โครงการถนนคนเดินในประเทศไทย” เป็นเวลา 7 สัปดาห์


จากการตอบรับถนนคนเดินที่สีลม ทำให้รัฐบาลเห็นว่ารูปแบบกิจกรรม “ถนนคนเดิน” นอกเหนือจากจะสอดคล้องกับแผนพัฒนาเมือง โดยเฉพาะเมืองใหญ่ในภูมิภาค ดังเช่น จังหวัดเชียงใหม่ ยังสามารถปรับปรุงรูปแบบกิจกรรมใน “ถนนคนเดิน” ให้สอดรับกับความต้องการท้องถิ่นได้อย่างเหมาะสมทั้งในด้านการส่งเสริมการท่องเที่ยว การกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน ตลอดจนการส่งเสริมคุณภาพชีวิตสำหรับคนในเมืองใหญ่นั้นๆ


จังหวัดเชียงใหม่ ในนาม “เชียงใหม่ นพบุรีศรีนครพิงค์” นครแห่งความรุ่งเรืองด้านศิลปกรรม โบราณวัตถุ ตลอดจนวัฒนธรรมล้านนาที่เปี่ยมมนต์เสน่ห์ ซึ่งเป็นความรุ่งเรืองที่ก้าวไปพร้อมๆกับการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจ


โดยเชียงใหม่ได้กำหนดกรอบวิสัยทัศน์ และแนวทางการพัฒนาจังหวัด ซึ่งหนึ่งในแนวทางการดำเนินงานก็คือ การกำหนดให้มีการใช้ที่ดินในจังหวัดอย่างเหมาะสม เพื่อให้เชียงใหม่เป็นเมืองน่าอยู่ และมีคุณภาพชีวิตที่ดีไปพร้อมๆกับการเป็นเมืองท่องเที่ยวที่เปี่ยมศักยภาพและกิจกรรม


“ถนนคนเดิน” ก็คืออีกหนึ่งกิจกรรมที่จะมีการนำมาดำเนินการในจังหวัดเชียงใหม่ โดยกำหนดให้พื้นที่ดำเนินการคือ “ถนนท่าแพ” อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งถือเป็นถนนสายเศรษฐกิจเส้นแรกของจังหวัด มีประวัติความเป็นมายาวนาน


นับเป็นการปลุกวัฒนธรรมของพื้นที่ให้มีชีวิตชีวาอีกครั้ง เป็นการ “คืนชีวิตให้ชุมชน คืนถนนให้คนเดิน” โดยปิดถนนตั้งแต่แยกอุปคุตถึงประตูท่าแพ ความยาวประมาณ 950 เมตร โดยนำขนบธรรมเนียมประเพณีที่ดีงามของล้านนามาเป็นหัวใจในการนำเสนอ ขณะเดียวกันก็สอดแทรกการรณรงค์ในเรื่องการประหยัดพลังงาน การลดมลพิษ และส่งเสริมการท่องเที่ยวไปในกิจกรรมพื้นฐานของ “ถนนคนเดิน”


โครงการนี้ นอกจากจะดำเนินเพื่อให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ดังกล่าวข้างต้นแล้ว ยังจะเป็นการก่อประโยชน์ให้ชุมชน ทั้งในแง่ของสังคม เศรษฐกิจ และวิถีชีวิต เพราะการปิดถนน จะทำให้สามารถนำพื้นที่มาสร้างเป็นลานกิจกรรมทางสังคม กลายเป็นที่สาธารณะกลางเมืองให้ชุมชน


และนอกจากนี้ ยังเป็นการสร้างรายได้ให้แก่ประชาชนในท้องถิ่น ให้มีรายได้จากการนำผลิตภัณฑ์ที่ผลิตเองได้ในครัวเรือนมาจำหน่าย ซึ่งถือเป็นการส่งเสริมภูมิปัญญาของชาวบ้านได้อีกทางหนึ่ง พร้อมทั้งให้โอกาสถนนและพื้นที่ได้ฟื้นตัวจากมลพิษ ปรับปรุงทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อมของเมือง และสุขภาพจิตของประชาชน


ระยะแรก กิจกรรมถูกกำหนดให้จัดทุกๆวันอาทิตย์ โดยเริ่มตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ 3 กุมภาพันธ์ – วันอาทิตย์ที่ 7 เมษายน 2545 รวมทั้งสิ้น 10 ครั้ง โดยใช้ชื่อว่า “10 มหัศจรรย์ล้านนาที่ท่าแพ” ดำเนินการโดยบริษัทเจ เอส แอล


หลังจากเสร็จสิ้นกิจกรรมนี้ จังหวัดเชียงใหม่ได้มอบหมายให้เทศบาลนครเชียงใหม่ เป็นผู้รับผิดชอบดำเนินการจัดกิจกรรมถนนคนเดินต่อเนื่องทุกสัปดาห์ โดยเริ่มตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ 14 เมษายน 2545 เวลา 13.00 – 22.00 น.


ต่อมา เทศบาลฯ จะทำการย้ายสายสาธารณูปโภคบนถนนท่าแพลงใต้ดิน จึงได้ย้ายการจัดกิจกรรมถนนคนเดินจากถนนท่าแพ ไปจัดที่ถนนราชดำเนิน ตั้งแต่วันที่ 31 สิงหาคม 2547 เป็นต้นมา ระยะทางประมาณ 1.50 กิโลเมตร และจัดกิจกรรมการแสดง บริเวณลานอนุสาวรีย์สามกษัตริย์ และได้เปลี่ยนเวลาเป็น 15.00 – 22.00 น. เพื่อความเหมาะสม


ถนนคนเดิน จึงจัดได้ว่าเป็นโครงการที่ดีมากของจังหวัดเชียงใหม่ที่ทุกฝ่ายสมควรจะสนับสนุนส่งเสริมให้คงอยู่ตลอดไป ทั้งนี้ เพื่ออำนวยประโยชน์มหาศาลแก่ทั้งคนท้องถิ่น ที่สามารถใช้เป็นแหล่งจัดจำหน่ายหัตถกรรมพื้นเมือง และนักท่องเที่ยว ก็มีโอกาสซื้อสินค้าจากผู้ผลิตท้องถิ่น เป็นสิ่งที่น่าประทับใจอีกประการหนึ่งของการท่องเที่ยวที่จะนำเชียงใหม่ให้มีชื่อเสียงขจรขจายไปทั่วทุกสารทิศ และมีเสน่ห์ในการมาเยี่ยมเยือนอยู่ตลอดไป
หมวด : General | บันทึกโดย : billy
18-01-2006   10:54:00
webmaster พาเยี่ยมชมวัดพระธาตุสุโทนมงคลคีรี จังหวัดแพร่
วัดพระธาตุสุโทนมงคลคีรี เป็นวัดที่สวยงามตามลักษณะของสถาปัตยกรรมล้านนาแบบผสมผสาน ที่หลวงพ่อมนตรีได้จำลองรูปแบบมาจากวัดสำคัญๆของภาคเหนือ และจากประเทศอื่นได้แก ่พม่า จีน และลาว โดยเลือกเอาจุดเด่นของแต่ละแห่งมารวบรวมไว้ที่วัดนี้ เป็นการผสมผสานที่ลงตัว ทำให้มีลักษณะต่างจากวัดทั่วไป นอกจากจะนำเอาสุดยอดงานด้านพุทธศิลป์ของล้านนาที่มีชื่อเสียงมารวมกันไว้ที่เดียวแล้ว ยังต้องระดมช่างที่มีฝีมือเป็นเลิศ ออกแบบและก่อสร้างให้กลมกลืนกันอีกด้วย


ออกจะเป็นเรื่องแปลกและน่าอัศจรรย์ หากใครได้มาเห็นวัดพระธาตุสุโทน ที่ อ.เด่นชัย จ.แพร่ แล้วมีคนบอกว่า ทั้งหมดที่เห็นนี้เป็นฝีมือของเจ้าอาวาสที่อายุเพียงแค่ 30 กว่าปี ชื่อหลวงพ่อมนตรี หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า ครูบาน้อย


บางคนอาจบอกว่าเป็นเรื่องเหลือเชื่อ ว่าเป็นไปได้ยังไงที่พระรูปหนึ่ง อดีตเป็นเด็กลูกชาวนาในพื้นที่ อ.เด่นชัย เคยเลี้ยงวัวเลี้ยงควาย และเรียนหนังสือแค่ชั้นประถมปีที่ 7 จากนั้นก็ต้องออกด้วยเหตุผลเพราะต้องการบวช


จนถึงปี 2521 (ขณะอายุ 18 ) ก็เริ่มก่อสร้างวัด จากนั้นอีก 17 ปี ก็แล้วเสร็จ และได้ทำพิธีฝังลูกนิมิตเมื่อปี 2540 โดยสมเด็จพระบรมฯเสด็จแทนพระองค์


หลวงพ่อมนตรีมีความรู้ความชำนาญในเชิงช่างมาจากไหน และทำไมถึงเก่งขนาดนี้.....


หลวงพ่อมนตรี เดิมชื่อเด็กชายมนตรี บุญมี เกิด พ.ศ. 2503 มีความสนใจพุทธศาสนา และสนใจงานปั้นมาแต่เด็ก ชอบปั้นพระมาตั้งแต่อายุ 5 ขวบ เมื่ออายุได้ 9 ปี เคยปั้นพระหน้าตักกว้าง 3 ศอก ไว้กลางทุ่งนาแถวบ้านป่าหวาย อ.เด่นชัย โดยใช้เวลาปั้นแค่วันเดียว


เมื่อบวชเรียนก็ศึกษางานปั้นจากช่างอาวุโสที่สอนหล่อพระหล่อระฆัง จากคุณตาหมื่น บุญยเวทย์ วัย 85 และคุณตาอยู่ คะณา วัย 80 ปี จากบ้านเตว็จ จังหวัดสุโขทัย จากนั้นก็ได้รับการถ่ายทอดการปั้นพระและสร้างวิหารจากครูบาคัมภีระปัญญา วัดเฟือยลุง จ.น่าน


การสร้างวัด
หลวงพ่อมนตรี ได้นำเอาจุดเด่นของวัดหลายแห่งมาประยุกต์ไว้ที่วัดนี้ จากการที่ได้ตระเวณตามวัดต่างๆทางภาคเหนือและดินแดนล้านนาในมณฑลยูนนาน ประเทศจีน เมืองเชียงตุง พม่า และจากประเทศลาว เพื่อศึกษารูปแบบของศิลปะล้านนาที่บรรพบุรุษได้สรรสร้างไว้ ทั้งงานปั้น งานแกะสลัก รวมทั้งจิตกรรมฝาผนัง พร้อมกันนี้ก็ได้เสาะหาช่างฝีมือเอกของล้านนามาร่วมงานสร้างวัดพระธาตุสุโทน บนที่ดิน 25 ไร่ ของดอยม่อนทอง ที่ได้รับการบริจาคจากชาวบ้าน ซึ่งเคยเป็นพื้นที่ปลูกฝ้ายมาก่อน


คำว่า ครูบา ตามประเพณีของล้านนาแล้วจะได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการตามจารีตประเพณี โดยจะมีพระเถระเป็นกรรมการ พิจารณาความเหมาะสมว่าสมควรได้รับสมณะครูบา นั่นก็คือจะต้องได้รับการยอมรับและผ่านความเห็นชอบจากคณะสงฆ์ว่าได้ทำคุณประโยชน์ให้กับสังคม และนอกจากจะต้องได้รับความเห็นชอบจากสงฆ์แล้ว ยังต้องได้รับการยอมรับ เห็นพ้องจากสังคมชาวบ้านด้วย


ปัจจุบันการแต่งตั้งครูบาในเมืองไทยไม่มีแล้ว แต่ที่เชียงตุงยังสืบสานประเพณีโบราณนี้อยู่ และในปันั้นมีพระจากภาคเหนือและประเทศทางแถบล้านนาได้รับเลื่อนสมณะศักดิ์เป็นครูบาจำนวน 5 รูป


สถานที่ตั้งวัด
ตั้งอยู่บนถนนหมายเลข 101 เด่นชัย-ลำปาง ห่างจากสี่แยกเด่นชัยประมาณ 5 กม. อยู่ห่างจากจังหวัดแพร่ประมาณ 30 กม. ตั้งอยู่ ณ บ้านห้วยน้ำพริก หมู่ที่5 ต.เด่นชัย อ.เด่นชัย จ.แพร่ สถานที่ใกล้เคียง ได้แก่ กองพันทหารม้าที่ 12


ภาพจากวัดพระธาตุช่อแฮ จังหวัดแพร่

พระธาตุช่อแฮประดิษฐานอยู่ ณ อำเภอเมือง จังหวัดแพร่ อยู่ห่างจากตัวเมืองออกไปประมาณ ๙ กิโลเมตร
องค์พระธาตุตั้งอยู่บนเนินเขาเตี้ย ๆ เช่นเดียวกับพระธาตุแช่แห้ง สำหรับชื่อที่เรียกนี้ บางท่านอธิบายว่า เดิมมาจากชื่อว่า ช่อแพร และเมืองแพร่ก็คือเมืองแพร่
ตามตำนานกล่าวว่า พระพุทธเจ้าได้ประทานพระเกศธาตุองค์หนึ่ง แก่พระอรหันต์ และพระเจ้าอโศกมหาราช ให้แก่ชาวลัวะ เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพาน พระอรหันต์ได้นำพระธาตุส่วนข้อศอกด้านซ้าย มาประดิษฐานไว้ในพระสถูป ที่ดอยโกสัยชัคคบรรพต หรือดอยช่อแพร หรือช่อแฮแห่งนี้


ตามประวัติกล่าวว่า สร้างขึ้นในรัชสมัยพระเจ้าลิไท แห่งกรุงสุโขทัย ซึ่งอยู่ในพุทธศตวรรษที่ ๑๙ หัวหน้าชนชาวละว้าได้สร้างองค์พระธาตุสูง ๓๓ เมตร ฐานเหลี่ยมย่อมุมไม้สิบสอง กว้างด้านละสิบเมตร องค์พระธาตุ บุด้วยทองดอกบวบ เป็นศิลปแบบเชียงแสน ภายในบรรจุพระเกศธาตุ


การได้ชื่อว่าช่อแฮได้มาจากการที่ชาวบ้าน ได้นำแพรชั้นดีจากสิบสองปันนา มาผูกบูชาพระธาตุ ซึ่งได้ชื่อว่า ช่อแพร และได้กลายมาเป็นช่อแฮในปัจจุบัน
งานนมัสการพระธาตุประจำปี จะมีในวันขึ้น ๑๑ ถึง ๑๕ ค่ำเดือนสี่
หมวด : General | บันทึกโดย : billy
18-01-2006   10:23:19
webmaster ชวนชมภาพเก็บตกกรีฑาสีมงฟอร์ตวิทยาลัย 2549
ภาพเก็บตกจากการแข่งขันกรีฑาสีโรงเรียนมงฟอร์ตวิทยาลัย แผนกมัธยม จังหวัดเชียงใหม่ ครั้งที่ 40 ประจำปีการศึกษา 2549 ระหว่างวันที่ 29-30 มิถุนายน 2549

































หมวด : General | บันทึกโดย : billy
 
1 2 3 Next
Template theme : aura
Copyright © mcBloggie 2004 2005
Powered by Montfort College